แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โบราณสถาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โบราณสถาน แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2554

เที่ยววัดเก่าของลาว วัดสีสะเกด


รูปถ่ายเก่าวัดสีสะเกด


ก่อนเข้าวัดต้องผ่านทางนี้ก่อนครับ

วัดสีสะเกด (Wat Sisaket) หรือวัดสะตะสะหัสสาราม (วัดแสน)  เป็นวัดที่สร้างขึ้นแห่งแรกในนครเวียงจันทน์  วัดนี้สวยมากๆ ครับเข้าไปแล้วทำให้รู้สึกว่าตัวเองต้องเงียบโดยทันที คำว่าสตสหัสส  แปลว่า 100,000,  อาราม แปลว่า วัด,  วัดสตสหัสสาราม จึงแปลว่า วัดแสน  ในอดีตเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราช (ลาว)   ศักดิ์ของวัดนี้เทียบเท่าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์ฯ ท่าเตียน ของไทย)  เหตุที่ชื่อวัดแสนก็เพราะว่า  พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชและพุทธศาสนิกชนชาวลาวในอดีต  ทรงสร้างพระพุทธรูปทั้งองค์เล็กและองค์ใหญ่ประดิษฐานไว้ทั่ววัด 100,000 องค์  ดังนั้นจึงมีชื่อเล่นว่าวัดแสน  แต่ปัจจุบันมีเหลืออยู่ประมาณ 10,000 กว่าองค์เท่านั้น  ไกด์บางคนบอกว่ามี 6,000 กว่าองค์  แต่ถึงอย่างไรก็ตาม  วัดนี้ก็มียังมีพระพุทธรูปมากที่สุดในนครหลวงเวียงจันทน์


ทางเข้าวัดสีสะเกด

ป้ายเขียนว่า วัดสะตะสะหัสสาราม สีสะเกด

พระพุทธรูปเรียงรายสวยงาม


พระประธานในสิม
เดิมเป็นพระพุทธรูปองค์เล็กทำด้วยทองสำริด แต่เจ้าอนุวงศ์ได้ปฏิสังขรณ์ก่อครอบ ด้วยประทานเพชรฟอกด้วยน้ำปิว และให้พระประธานองค์ใหญ่หันหน้าไปทางด้านเหนือ เพื่อความ สะดวกสบายในไปกราบไหว้สักการะบูชา

ราวเทียน ในสิมราวเทียนในสิม มีความสูงประมาณ 1.88 เมตร กว้าง 2.10 เมตร ซึ่งเป็นศิลปผสมระหว่างล้านช้างกับล้านนา ทำด้วยไม้เนื้อดีและแกะสลักเป็นรูปพญานาค สองตนเอาหางพันกัน เป็นรูปสวยงามซึ่งหมายถึง ความสามัคคี
ระหว่างล้านช้างและล้านนา ที่พิเศษคือฟอกด้วยน้ำทองคำปิว สร้างในสมัยเดียวกันกับ วัดสิสะเกด
ศตวรรษที่ 19


หอพระไตรปิฎก
สำหรับเก็บรักษาพระไตรปิฎก และตำราคัมภีร์ เอการทางพระพุทธศาสนา ถึงแม้วัดสีสะเกดจะไม่ถูกเผาทำลายเหมือนวัดอื่น ๆ แต่ก็ถูกปล้นสะดมจี้เอาพระไตรปิฎกไปจนหมดเกลี้ยง ปัจจุบันมีเพียงหอพระไตรที่แสดงไว้ให้แขกต่างด้าวท้าวต่างเมืองมาเที่ยวชม ส่วนของหลังคาหอพระไตรปิฎกจะมีความคล้ายคลึงศิลปะของพม่าเพราะในสมัยนั้น อาจได้รับอิทธิพลจากพม่า นอกจากนี้ยังมีแผ่นศิลาจารึก ซึ่งกล่าวถึงเรื่องราวประวัติของวัดสีสะเกดอีกด้วย
ในสมัยก่อนวัดสิสะเกดมีอาณาเขตกว้างขวางมากมีกำแพงล้อมรอบทั้งสี่ด้าน ต่อมาในปี ค.ศ.1963 ได้ตัดเส้นทางใหม่ คือถนนเชษฐาธิราช ส่วนประตูโขงด้านหน้าติดกับหอคำ หรือสำนักงานประธานประเทศในปัจจุบัน



        ใน พ.ศ. 2321  เจ้าพระยาจักรี (ร.๑)  ได้รับพระบัญชาจากสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีให้ยกทัพไปทวงถามเครื่องบรรณาการจากลาว  ลาวไม่ให้จึงสู้รบกัน  ลาวรบแพ้เพราะไม่เจนศึกเท่าทหารสยาม  ในฐานะที่เจ้าพระยาจักรีเป็นนักรบผู้ทรงธรรมและเคยบวชเรียนหลายพรรษา  เมื่อชนะศึกแล้วจึงนำพาทหารสยามบูรณะซ่อมแซมวัดนี้ก่อนเดินทางกลับประเทศใน พ.ศ.2322  เพื่อเป็นพุทธบูชาอุทิศส่วนกุศลให้ทหารทั้ง 2 ประเทศที่เสียชีวิต  เนื่องจากรบกันโดยไม่มีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน  สถาปัตยกรรมวัดนี้เกือบทั้งหมดจึงเป็นสถาปัตยกรรมไทย  


      เมื่อเจ้าอนุวงศ์ขึ้นครองราชเป็นกษัตริย์ลาวเมื่อ พ.ศ. 2348  ก่อนหน้านั้นพระองค์เคยเสด็จมาช่วยไทยรบกับพม่า 2 ครั้ง  ก็ได้โปรดให้บูรณะและสร้างวัดนี้ต่อด้วยสถาปัตยกรรมไทย  วัดนี้จึงเป็นวัดที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของทหารและชาวพุทธสองประเทศมาแต่โบราณ  เพราะเป็นวัดที่ทหารของทั้งสองประเทศช่วยกันบูรณะ  


     
พ.ศ. 2369 เกิดกรณีพิพาทสยาม – ลาว (ไทยเรียกเหตุการณ์นี้ว่ากบถเจ้าอนุวงศ์)  ศึกครั้งนั้นไทยแทนแค้นลาวมาก  จึงทำลายเมืองเวียงจันทน์โดยการเผาเกือบหมด  ยกเว้นวัดนี้กับหอพระแก้ว  เพราะเป็นวัดที่ตนพักทัพ ตามธรรมเนียมแต่โบราณ  พวกทหารพุทธเมื่อตั้งทัพที่ไหนจะไม่ทำลายที่นั่น 

     พ.ศ. 2370 ก่อนกองทัพสยามเดินทางกลับประเทศ  ได้ทำการบูรณะซ่อมแซมและฌาปนกิจศพทหารที่เสียชีวิตที่วัดแห่งนี้           


     จากเหตุการณ์เผาเวียงจันทน์นี่แหละ  ชาวลาวรุ่นใหม่ที่เรียนมาถึงประวัติศาสตร์ตอนนี้จึงแค้นไทยไม่หาย  เมื่อไทยพูดว่า “บ้านพี่ – เมืองน้อง” ลาวรุ่นใหม่จึงไม่ยอมรับไทยเป็นญาติ  เขามักจะถามกลับว่า     “ใครเป็นพี่ – ใครเป็นน้อง”       ไทยบางคน  เกลียดพม่าไม่หายในเหตุการณ์เสียกรุงครั้งที่สอง อย่างไร     
ลาวบางคน  ก็แค้นไทยไม่เลิกในเหตุการณ์เผาเวียงจันทน์ อย่างนั้น

ทางเดินข้างอุโบสถ

     ปัจจุบันวัดแห่งนี้มีส่วนที่เป็นพื้นดินสำหรับภิกษุจำพรรษานิดหน่อย  ที่ดินส่วนใหญ่ถูกตัดแบ่งไปเป็นส่วนราชการหมด  แม้แต่ส่วนที่เป็นพระอุโบสถวัดสีสะเกด กระทรวงวัฒนธรรมก็มาดูแล  หอพระแก้วที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของวัด ทางการก็มาดูแลแทนวัดเช่นกัน มีถนนไชยเชษฐาตัดผ่าน ทำให้หอพระแก้วและวัดต้องอยู่แยกกันโดยปริยาย

     
วิญญาณทหารสยามที่สถิตอยู่ในวัดนี้จึงอาภัพเพราะไม่มีใครไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้  ชาวลาวก็ไม่ทำบุญกรวดน้ำให้  เพราะยังไม่หายแค้น  ทำบุญจากประเทศไทยไปให้ก็ไม่ค่อยจะถึง  เพราะอยู่ไกลและวิบากกรรมก็ยังไม่สิ้น  (ซวยสองต่อ)  หากอยากทำบุญให้  ต้องไปทำที่เวียงจันทน์เท่านั้น 

เก็บมาฝากครับ

สถานที่ท่องเที่ยว แขวงเวียงจันทน์ 
- แขวงเวียงจัน
- พระธาตุหลวง
- วัดสีเมือง เสาหลักเมืองเวียงจัน
- วัดสีสะเกด
- หอพระแก้ว หรือวัดพระแก้วลาว
- อนุสาวรีย์เจ้าฟ้างุม
- ประตูชัย
- พิพิธภัณฑ์แห่งชาติลาว
- หอวัฒนธรรมแห่งชาติลาว
- ถนนคนเดินเวียงจัน
- ตลาดเช้า
- ดิวตี้ฟรี (Duty free) สินค้าปลอดภาษี บริเวณด่านลาวไทย
- บ้านผาฮอม
- ถ้ำจัง
- เมืองวังเวียง
- ผาตั้ง
 
อ่านต่อ...

วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ปั่นจักรยานชมวัดพระธาตุหลวง เวียงจัน สปป.ลาว


เที่ยวแบบแบกเป้ สะพายกล้องเที่ยว ทริปนี้เราเช่าจักรยานในราคาวันละ 80 บาทเพื่อปั่นชมสถานที่ท่องเที่ยวในเวียงจันและที่พลาดไม่ได้เลยคือการได้สักการะพระธาตุหลวงสักครั้ง การเข้าชมนั้นจะเสียค่าเข้าคนละ 3000 กีบ หรือประมาณ 15 บาท เปิดให้เข้าชม 8.00-17.00 น. (พักเที่ยงถึงบ่ายโมงครับ)

พระธาตุหลวง เวียงจันทร์

พระธาตุหลวง เวียงจันทร์

พระธาตุหลวง เวียงจันทร์

พระธาตุหลวงหรือ พระเจดีย์โลกะจุฬามณี นับเป็นปูชนียสถานอันสำคัญยิ่งแห่งนครหลวงเวียงจันทน์ และเป็นศูนย์รวมใจของประชาชนชาวลาวทั่วประเทศ ตามตำนานกล่าวว่าพระธาตุหลวงมีประวัติการก่อสร้างนับพันปีเช่นเดียวกันพระธาตุพนมในประเทศไทย และปรากฏความเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ของดินแดนทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงอย่างแยกไม่ออก สถานที่นี้ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์สำคัญอย่างของประเทศลาว ดังปรากฏว่าตราแผ่นดินของลาวที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้มีรูปพระธาตุหลวงเป็นภาพประธานในดวงตรา


พระธาตุหลวง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประตูชัย พระธาตุหลวงแห่งนี้ถือเป็นศาสนสถานที่สำคัญที่สุดของประเทศลาว เป็นสัญญาลักษณ์ประจำชาติและยังแทนความเป็นเอกราชและอำนาจอธิปไตยของประเทศลาวอีกด้วย พระธาตุนี้สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16 พระธาตุองค์นี้มีรูปทรงที่ไม่เหมือนกับองค์อื่นๆ เพราะเป็นการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมในพระพุทธศาสนากับสถาปัตยกรรมของอาณาจักร

พระธาตุหลวง เวียงจันทร์

ตามตำนานเล่าว่า พระธาตุองค์นี้ได้สร้างในสมัยพุทธศักราชที่ 236 โดยมีพระภิกษุลาวจำนวน 5 รูปเดินทางไปศึกษาพระพุทธศาสนาในประเทศอินเดีย และได้อันเชิญพระอุรังคธาตุ (พระธาตุหัวอกพระพุทธเจ้า) ของพระพุทธเจ้ามายังนครเวียงจันทน์ด้วย ต่อมาด้ำกราบทูลพระยาจันทบุรีประสิทธิ์ศักดิ์ เจ้านครเวียงจันทน์ในสมัยนั้น ให้สร้างพระธาตุหลวงขึ้นเพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุเพื่อให้ชาวลาวได้กราบไหว้ กล่าวไว้ว่า พระธาตุองค์เดิมนั้นสร้างด้วยหินเป็นทรงโอคว่ำ มีการก่อกำแพงล้อมรอบเอาไว้ทั้ง 4 ด้าน แต่ละด้านมีความกว้าง 10 เมตร หนา 4 เมตร และสูง 9 เมตร เชื่อกันว่าพระธาตุที่เห็นในปัจจุบันสร้างครอบองค์เดิม ซึ่งต่อมาสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราชได้โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายเมืองหลวงของราชอาณาจักรล้านช้างจากหลวงพระบางมาอยู่ที่เวียงจันทน์ ตามดำริของพระราชบิดา คือพระเจ้าโพธิสาร จากนั้นทรงมีพระบัญชา ให้ทรงสร้างพระเจดีย์องค์ใหม่ครอบพระธาตุองค์เดิมไว้ ณ บริเวณที่เคยเป็นเทวสถานเก่าของขอมโดยเริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ.2109 และหลังจากสร้างพระธาตุหลวงได้โปรดฯ ให้สร้างวัดขึ้นล้อมรอบพระธาตุไว้ทั้งสี่ทิศด้วย แต่ปัจจุบันเหลืออยู่เพียงสองแห่งด้วยกันคือ วัดพระธาตุหลวงเหนือและวัดพระธาตุหลวงใต้


พระธาตุหลวง เวียงจันทร์

วัดบริเวณพระธาตุหลวง เวียงจันทร์

ในปัจจุบัน พระธาตุหลวงมีลักษณะคล้ายป้อมปราการ เพราะมีการสร้างระเบียงสูงใหญ่ขึ้นโอบล้อมรอบองค์พระธาตุไว้ พร้อมกับทำช่องหน้าต่างเล็กๆเอาไว้โดยตลอด สำหรับประตูทางเข้านั้นเป็นประตูไม้บานใหญ่ ลงรักสีแดงไว้ทั้งหมด นอกจากนี้รอบๆองค์พระธาตุใหญ่ยังมีเจดีย์บริวารล้อมรอบอยู่โดยรอบอีกหลายองค์ เมื่อเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ก็จะเห็นสัญลักษณ์หนึ่งแสดงถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธศาสนาแห่งนี้ปรากฏอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นรูปแกะสลักพญานาค พระพุทธรูปปิดทองลายกลีบบัวประดับอยู่บนฐานปักษ์ และถัดจากประตูทางเข้าใหญ่ประมาณ 100 เมตรจะแลเห็นพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ตั้งอยู่บนฐานสูง พระหัตถ์ทรงถือพระแสงดาบวางพาดไว้บนพระเพลา เล่ากันว่า พระแสงดาบเล่มนี้ทำหน้าที่ปกป้องพระธาตุหลวงซึ่งได้ถือว่าเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนชาวลาวทุกคน

ร้านค้าบริเวณทางเข้า พระธาตุหลวง เวียงจันทร์

นอกจากนี้บริเวณทางเข้าพระธาตุหลวงนั้นมีร้านขายของที่ระลึกมากมายหลายร้าน ต่อรองราคากันอย่างสนุก ทั้งของใช้ ของกิน ขนมขบเคี้ยว ของกินเล่น นักท่องเที่ยวต่างชาติมักจะแวะก่อนกลับเสมอ


แผนที่พระธาตุหลวง เวียงจันทร์

สถานที่ท่องเที่ยว แขวงเวียงจันทน์ - แขวงเวียงจัน
- พระธาตุหลวง
- วัดสีเมือง เสาหลักเมืองเวียงจัน
- วัดสีสะเกด
- หอพระแก้ว หรือวัดพระแก้วลาว
- อนุสาวรีย์เจ้าฟ้างุม
- ประตูชัย
- พิพิธภัณฑ์แห่งชาติลาว
- หอวัฒนธรรมแห่งชาติลาว
- ถนนคนเดินเวียงจัน
- ตลาดเช้า
- ดิวตี้ฟรี (Duty free) สินค้าปลอดภาษี บริเวณด่านลาวไทย
- บ้านผาฮอม
- ถ้ำจัง
- เมืองวังเวียง
- ผาตั้ง
อ่านต่อ...

ชมอนุสาวรีย์ พระเจ้าอนุวงศ์


ชมอนุสาวรีย์ พระเจ้าอนุวงศ์ (เจ้ามหาชีวิตองค์สุดท้ายแห่งราชอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์) เดินทางมาถึงเมืองเวียงจันทร์แล้ว ตอนเย็นๆ แนะนำให้มาผักผ่อนหย่อนใจกันที่สวนสาธารณะ ริมแม่น้ำโขง มีสนามหญ้าเขียวๆ ชาวลาวจำนวนไม่น้อยต่างพากันมาเดินเล่น  มาวิ่งออกกำลังกาย รวมทั่งเครื่องออกกำลังกายหลายชนิดที่วางเรียงรายให้ได้เล่นกันมากมาย นอกจากนั้นแล้วยังมีของอร่อยๆ ที่แม่ค้าลาวเข็นของมาขายกันเพียบ

ริมโขงเวียงจันทร์

ถ่ายภาพที่ระลึก

นักท่องเที่ยวมากมายบริเวณริมโขง

 อนุสาวรีย์พระเจ้าอนุวงศ์

สิ่งที่ขาดไม่ได้เมื่อมาถึงริมแม่น้ำโขงนี้แล้วนอกจากที่ได้กล่าวไปแล้วนั้น เพื่อนๆ จะได้เห็นอนุสาวรีย์พระเจ้าอนุวงศ์ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ริมน้ำโขง นักท่องเที่ยวมากมายมากราบไว้ถ่ายรูปเพื่อเป็นศิริมงคล

ภาพถ่ายจริงพระเจ้าอนุวงศ์

อนุสาวรีย์ พระเจ้าอนุวงศ์ มีความสูง 17 เมตร (รวมฐานและแท่นยืนด้วย) ซึ่งถือว่าเป็นอนุสาวรีย์ของอดีตเจ้ามหาชีวิตลาวที่สูงที่สุดและใช้ทองแดงเฉพาะการหล่อรูปปั้นของเจ้าอนุวงศ์คิดเป็นน้ำหนักรวมถึง 8 ตัน เพื่อให้ประดิษฐานที่สวนสาธารณะริมฝั่งโขงที่อยู่ตรงข้ามกับฝั่งอำเภอศรีเชียงใหม่ในเขตจังหวัดหนองคายของไทยพอดี

ทางการลาวภายใต้การนำพาของพรรคประชาชนปฏิวัติลาวนั้นได้ให้ความสำคัญกับเจ้ามหาชีวิตพระองค์นี้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า เจ้าฟ้างุ้ม เจ้ามหาชีวิตผู้สถาปนาอาณาจักรล้านช้างหลวงพระบางขึ้นในปี พ.ศ. 1900 และ เจ้าไชยเชษฐาธิราช เจ้ามหาชีวิตผู้สถาปนาเวียงจันทน์เป็นราชธานีของอาณาจักรล้านช้างแทนหลวงพระบางในปี พ.ศ. 2103 แต่อย่างใดเลย

ทั้งนี้โดยถึงแม้ว่าพรรคประชาชนปฏิวัติลาว จะได้ล้มล้างสถาบันกษัตริย์และระบบศักดินาในลาวนับตั้งแต่ปี 1975 เป็นต้นมาแล้วก็ตามแต่ก็หาได้เป็นปัญหาอย่างใดไม่ ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะว่าวีรกรรมของเจ้าอนุวงศ์ ที่พรรคฯลาวได้เชิดชูขึ้นมาเป็นธงนำในการก่อสร้างอนุสาวรีย์เจ้าอนุวงศ์ในครั้งนี้ ก็คือการเป็นเจ้ามหาชีวิตที่ได้กระทำในทุกวิถีทางเพื่อประกาศอิสรภาพและความเป็นเอกราชของชาติลาว ซึ่งก็เช่นเดียวกันกับการต่อสู้และการนำพาของพรรคฯลาวนั่นเอง

อนุสาวรีย์พระเจ้าอนุวงศ์

กล่าวสำหรับอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ภายหลังจากที่ได้ประกาศเอกราชจากพม่าในปี พ.ศ.2146 ในรัชสมัยของพระวรวงศาธรรมิกราช ซึ่งก็ทำให้อาณาจักรล้านช้างไม่มีศึกสงครามและการรุกรานจากภายนอกนับเป็นเวลากว่า 100 ปีจนกระทั่งตกมาถึงปี พ.ศ.2250 และปี พ.ศ.2256 อาณาจักรล้านช้างหลวงพระบางและจำปาสักก็ได้ประกาศแยกตัวออกจากราชอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ตามลำดับ โดยมีสาเหตุมาจากการแย่งชิงอำนาจระหว่างพี่น้องในราชวงศ์

ซึ่งด้วยความแตกแยกภายในดังกล่าวก็ได้ทำให้อาณาจักรล้านช้างทั้งสาม ต้องตกไปเป็นประเทศราชของสยามอย่างสมบูรณ์ ในปี พ.ศ.2322 อันเป็นที่มาของการกวาดต้อนคนลาวครั้งใหญ่ เฉพาะอย่างยิ่งในรัชสมัยพระเจ้านันทเสน (พ.ศ.2324-2337) นั้น นับเป็นช่วงที่คนลาวถูกสยามกวาดต้อนไปเป็นแรงงานขุดคลองในบางกอกมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าอาณาจักรล้านช้างจะตกเป็นประเทศราชของสยาม แต่ว่าในส่วนของนครเวียง จันทน์นั้นก็ได้รับการทำนุบำรุงในทุกๆด้านอย่างต่อเนื่อง เฉพาะอย่างยิ่งในรัชสมัยเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ 3 หรือ เจ้าอนุวงศ์ (พ.ศ. 2346-2370) นั้น พระองค์ได้ทรงพยายามทำนุบำรุงนครเวียงจันทน์อย่างต่อเนื่อง เช่น โปรดให้สร้างพระราชวังหอโรง วัดศรีบุญเรืองที่หนองคาย หอพระแก้ววัดช้างเผือกที่ศรีเชียงใหม่ สะพานข้ามแม่น้ำโขงจากวัดช้างเผือกมาที่นครเวียงจันทน์ และ วัดสตหัสสาราม (วัดแสนหรือวัดศรีสะเกษในปัจจุบัน) เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังสันนิษฐานกันว่ามีวรรณกรรมสองเรื่องที่เกิดขึ้นในรัชสมัยเจ้าอนุวงศ์ก็คือสาส์นลึบบ่สูญ และวรรณกรรมร้อยแก้วเรื่องพระลักษณ์-พระราม

ครั้นเมื่อตกมาถึงปี พ.ศ.2370 พระเจ้าอนุวงศ์ ก็ทรงได้ประกาศกู้เอกราชจากสยาม ซึ่งก็ทำให้พระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงสยาม (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) ทรงเห็นว่าเจ้าอนุวงศ์นั้นเป็นกบฎ จึงให้ยกทัพไปตีนครเวียงจันทน์ และก็ให้ควบคุมตัว เจ้าอนุวงศ์ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์มาที่กรุงสยามในปี พ.ศ.2371 โดยเจ้าอนุวงศ์นั้นก็สิ้นพระชนม์ในปีเดียวกันอันถือเป็นการสิ้นสุดของราชวงศ์แห่งอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์อีกด้วย

ร้านขายของบริเวณอนุสาวรีย์พระเจ้าอนุวงศ์

  สถานที่ท่องเที่ยว แขวงเวียงจันทน์ - แขวงเวียงจัน
- พระธาตุหลวง
- วัดสีเมือง เสาหลักเมืองเวียงจัน
- วัดสีสะเกด
- หอพระแก้ว หรือวัดพระแก้วลาว
- อนุสาวรีย์เจ้าฟ้างุม
- ประตูชัย
- พิพิธภัณฑ์แห่งชาติลาว
- หอวัฒนธรรมแห่งชาติลาว
- ถนนคนเดินเวียงจัน
- ตลาดเช้า
- ดิวตี้ฟรี (Duty free) สินค้าปลอดภาษี บริเวณด่านลาวไทย
- บ้านผาฮอม
- ถ้ำจัง
- เมืองวังเวียง
- ผาตั้ง


บริเวณรอบๆ อนุสาวรีย์พระเจ้าอนุวงศ์



อ่านต่อ...

วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เยือนถิ่นอารยธรรมทวารวดี ที่โบราณสถานเมืองศรีมโหสถ ปราจีนบุรี


เมืองศรีมโหสถเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดปราจีนบุรี เดิมนั้นชื่อว่าอำเภอโคกปีบเป็นเมืองเก่าแก่มีอายุมากกว่า 1,200  ปีหรือพุทธศตวรรษที่ 6 เป็นต้นมา  ในอดีตเคยเป็นเมืองท่าชายทะเลที่สำคัญ เป็นศูนย์กลางความเจริญทั้งด้านศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และศาสนาพุทธ  เมืองศรีมโหสถอดีตเคยเป็นเมืองโบราณขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญมากเมืองหนึ่ง  มีการพัฒนาทางศิลปวัฒนธรรมมาโดยลำดับ ตั้งแต่ก่อนพุทธสตวรรษที่ 11  เนื่องจากเป็นเมืองท่าชายทะเล จึงมีการติดต่อค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าทั้งกับจีนและอินเดีย ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมฟูนัน โดยมีหลักฐานการขุดพบลูกปัดแบบฟูนันและแบบโรมัน ซึ่งมีอายุราว พ.ศ. 600 – 800  มากมาย นอกจากนี้ยังพบภาพสลักรูปสัตว์ต่าง ๆ แบบอมราวดีพุทธศตวรรษที่ 7 – 9 ที่บริเวณสระแก้ว สระขวัญ ถือว่าเป็นเมืองโบราณที่มีอายุเก่าแก่อีกแห่งหนึ่ง

เมืองศรีมโหสถเป็นเมืองเก่าแก่แห่งหนึ่งมีมาตั้งแต่ก่อนพุทธสตวรรษที่  6   ในอดีตเคยเป็นเมืองโบราณขนาดใหญ่เป็นศูนย์กลางความเจริญทั้งด้านศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และศาสนาพุทธ ทริปนี้เราพาย้อนรอยชมเมืองโบราณขนาดใหญ่ พร้อมกับร่วมบูชาพระพุทธบาทคู่ซึ่งเป็นรอยพระพุทธบาทขนาดใหญ่ที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองไทย ที่โบราณสถานอำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี

โบราณสถานเมืองศรีมโหสถ ได้รับการเรียกขานว่าเมืองศรีวัตสปุระหรือเมืองพระรต ซึ่งก็หมายถึงเมืองเก่าศรีมโหสถนั่นเองจากการขุดข้นเมืองแห่งนี้ ได้พบว่ามีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมค่อนข้างรี ตรงขอบมุมของคูเมืองมี 4 ด้าน โค้งมน มีคันดินและคูน้ำล้อมรอบขนาดของเมืองกว้าง 700 เมตรยาว 1,550 เมตร เนื้อที่ภายในเมืองกว้างขวางมาก มีโบราณสถานเป็นสระน้ำกระจัดกระจายอยู่ไปทั่วกว่า 100 แห่ง สันนิษฐานว่าเป็นเมืองในสมัยทวารวดี หลักฐานส่วนใหญ่ที่พบมักจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนาพราหมณ์และฮินดู อาทิเช่นเทวาลัย เทวรูป และ ศิวลึงค์
โบราณสถานที่สำคัญในเมืองศรีมโหสถประกอบไปด้วย กลุ่มโบราณสถานกลางเมืองอายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 เป็นหมู่เทวาลัยฐานก่อด้วยศิลาแลง ด้านบนก่อด้วยอิฐภูเขาทองเป็นพระเจดีย์รูปกลม ลักษณะเหมือนโถคว่ำสมัยทวารวดี เทวาลัยรูปสีเหลี่ยมพื้นผ้าก่อด้วยศิลาแลงราวพุทธศตวรรษที่ 12-13 และสระแก้วซึ่งเป็นสระน้ำโบราณ ซึ่งขอบสระแกะสลักเป็นลวดลายรูปสัตว์ต่าง ๆ จำนวนถึง 45 ภาพ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 6-11
 สระแก้วเป็นสระน้ำโบราณ ขนาดกว้าง  17.50 เมตร ยาว 42.70 เมตร ซึ่งขุดลึกลงไปในศิลาแลงตามธรรมชาติ บริเวณนอกเมืองศรีมโหสถทางตะวันตกเฉียงใต้ ฝาผนังกำแพงรอบๆสระมีภาพสลักรูปสัตว์ต่างๆ เช่น ช้าง สิงห์ มกร หมูป่า กินรี งู  ซึ่งมีความสวยงามเป็นอย่างมาก ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองโบราณ  สันนิฐานว่าเป็นสระที่ใช้ในพิธีกรรมของกษัตริย์เมืองศรีมโหสถ  ที่สระแก้วแห่งนี้แม้ว่าจะร่วงโรยไปตามกาลเวลาแล้วบ้างก็ตาม แต่ก็ยังคงเหลือล่องรอยต่าง ๆ ให้เราได้ชื่นชมกับอารยธรรมเก่าแก่แห่งนี้ได้ในหลายจุด โดยทำเป็นป้ายขนาดใหญ่บรรยายลักษณะของตัวสระแก้วและรูปภาพต่าง ๆ ทั้งหมดนอกจากเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแล้วยัง ช่วยให้เราได้ศึกษาหาความรู้ได้อีกทางหนึ่ง
หลังจากที่เราเที่ยวชมบริเวณโบราณสถานสระแก้วกันจนหมดแล้วเราก็เดินทางต่อไปยังโบราณสถานสระมรกต เพื่อชื่นชมความงามและบูชารอยพระพุทธบาทคู่เก่าแก่กันต่อโดยใช้เวลาเดินทางเพียงไม่กี่อึดใจก็มาถึงยังวัดสระมรกต
          โบราณสถานสระมรกตตั้งอยู่ในบริเวณหน้าวัดสระมรกต มีอายุราวพุทธศตวรรษที่13-18 เป็นศาสนสถานที่ผสม ผสานกันระหว่างพุทธศาสนากับศาสนาฮินดู ประกอบไปด้วยอาคารสร้างด้วยศิลาแลงล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว ลักษณะเป็น อโรคยาศาลหรือโรงพยาบาลสมัยโบราณ 
ภายในโบราณสถานสระมรกตได้ค้นพบสิ่งสำคัญก็คือรอยพระพุทธบาทคู่ ซึ่งมีอายุเก่าแก่ที่สุดของเมืองไทย นอกจากนั้นยัง มีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งได้พบพระพุทธรูปและโบราณวัตถุเป็นจำนวนมากภายในบ่อและเป็นบ่อซึ่งได้นำน้ำขึ้นทูลเกล้าถวายเนื่องในพิธีรัชมังคลาภิเษก และอีกหลายพิธีที่สำคัญ เป็นบ่อน้ำที่มีความศักดิ์สิทธ์มาจนถึงปัจจุบัน ด้านหน้าทางเข้าไปยังพระพุทธบาทคู่ก็มีบริการดอกไม้ธูปเทียนพร้อม ทั่วบริเวณโบราณสถานสระมรกตเป็นสนามหญ้าสวยงามร่มรื่นไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ที่ทางวัดบำรุงรักษาไว้อย่างดี
          ประวัติเกี่ยวกับการขุดค้นพบรอยพระพุทธบาทคู่ ขุดค้นพบโดยกรมศิลปากรในการตกแต่งบริเวณโบราณสถานสระมรกตโดยเมื่อขุดลอกดินออกจากบริเวณโบราณสถานพบว่าเป็นอาคาร 2  หลังสร้างอยู่ติดกัน หลังแรกเป็นอาคารก่อสร้างด้วยศิลาแลง อาคารหลังนี้มีรอยลักลอบขุดหาวัตถุโบราณที่กลางเนินดินตัวอาคาร ทำให้ผนังด้านทิศเหนือปรากฏให้เห็นเหนือผิวดินทางทิศตะวันออกมีวิหารอีกหลังหนึ่งเป็นวิหารอิฐ มีร่องรอยการใช้ปูนฉาบที่ผนัง อาคารทั้งสองหลังนี้มีลานประทักษิณศิลาแลงล้อมรอบและทางทิศตะวันออกของลานประทักษิณ ถัดจากวิหารปูนฉาบไปทางทิศตะวันออกมีบ่อน้ำ 1  บ่อ  เมือปี 2529 ได้ทำการลอกดินภายในวิหารจนถึงพื้นศิลาแลงทางด้านทิศใต้ ได้พบธรรมจักรเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.10  เมตร สลักลงบนศิลาแลงธรรมชาติ และเมื่อขุดลอกดินต่อพบว่ามีธรรมจักรอีก 1 อันอยู่ใกล้กันกับอันแรกระหว่างกลางธรรมจักทั้งคู่มีหลุมกลมแบบหลุมเสากว้าง 40 ซ.ม.ลึก  1.05  เมตร ที่ปากหลุมสลักเป็นรูปกากบาท เมื่อลอกดินออกทั้งหมดและทำความสะอาดพื้นวิหารทั้งหมดพบว่าธรรมจักรทั้งสองอันนี้ เป็นธรรมจักประดับกลางฝ่าพระบาทของรอยพระพุทธบาทคู่นั่นเอง
           รอยพระพุทธบาทคู่ เป็นรอยพระพุทธบาทขนาดใหญ่ สลักบนพื้นศิลาแลง อายุราว พุทธศตวรรษที่ 11 – 16 นับว่าเป็นพระพุทธบาทคู่ที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ประดิษฐานอยู่ในบริเวณโบราณสถานสระมรกตถือว่าเป็นปูชนียสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของเมืองไทยซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก มีประชาชนมากมายจากทั่วทุกภูมิภาค ให้ความเคารพศรัทธา และเดินทางเข้ามากราบไหว้บูชากันอย่างไม่ขาดสาย
ลักษณะของรอยพระพุทธบาทคู่ เป็นรอยพระพุทธบาทขนาดใหญ่สลักลึกลงไปในศิลาแลงธรรมชาติและสลักธรรมจักรนูนที่ฝ่าพระบาทกว้าง 1.30   เมตร ยาว 3.50   เมตร พระบาทซ้ายกว้าง 1.30 เมตร ยาว 3.40   เมตร และพระบาทขวา กว้าง 1.30   เมตร ยาว 3.30    เมตร วัดความกว้างของพระบาททั้งคู่ได้ 3.10 เมตร ลักษณะของพระบาททั้งคู่ทำเป็นรอยเท้ามนุษย์ตามธรรมชาติ มีปลายนิ้วเท้าเรียงไม่เสมอกัน รอยพระพุทธบาทคู่แห่งนี้ สันนิษฐานว่าเป็นเป็นบริโภคเจดีย์สมมติตามคติลังกา เพื่อแสดงว่าพุทธศาสนาได้เผยแพร่มา ณ ดินแดนแห่งนี้แล้ว นอกจากที่เราได้บูชาพระพุทธบาทคู่และเยี่ยมชมโบราณสถานสระมรกตแล้วทางวัดสระมรกตยังประดิษฐานมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธ์ให้เราได้กราบไหว้บูชาเพื่อเป็นสิริมงคลและยังมีวัตถุโบราณหลายชิ้นให้เราได้ชมอีกด้วย เช่น พระพุทธยุคลบาท,พระนิรันตราย,พระนาคปรก,พระสังกัจจายน์ วัตถุโบราณเช่น ศิวลึงค์ ,นาคปรกหินศิลาแลง, สิงโตหินศิลาแลง และอีกหลายชิ้น เชิญเยี่ยมชมและทำบุญกับพระอาจารย์ตามกำลังศรัทธา ที่อำเภอศรีมโหสถถือว่าเป็นแหล่งอารยธรรมโบราณที่เก่าแก่แฝงด้วยมนต์เสน่ห์ที่น่าหลงใหล   เป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญเป็นแหล่งศึกษาหาความรู้ และยังมีสถานที่และสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมาย น่าชิ่นชมค้นหากราบไหว้บูชา เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมอีกแห่งหนึ่งของเมืองไทย 
           นอกจากนั้นยังมีแหล่งท่องเที่ยวอีกหลายแห่งที่อยู่ในเมืองศรีมหโสถแห่งนี้ อาทิ เช่นวัดต้นโพธิ์ซึ่งด้านในมีต้นศรีมหาโพธิ์ศักดิ์สิทธิ์และเก่าแก่ที่สุดของเมืองไทยมีอายุถึง 2000 ปี องค์หลวงพ่อทวารวดีที่ประดิษฐานอยู่หน้าที่ว่าการอำเภอซึ่งเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่และมีความศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก โบราณสถานเมืองศรีมโหสถตั้งอยู่บนเส้นทางท่องเที่ยวของอำเภอ ศรีมโสถ บริเวณ ตำบลโคกปีบ จังหวัดปราจีนบุรี ถ้าใครมีโอกาสมาจังหวัดปราจีน หรือเดินทางผ่านอำเภอศรีมโหสถ ก็อย่าลืมเข้าไปเยี่ยมชมโบราณสถานและกราบไหว้บูชารอยพระพุทธบาทคู่และทำบุญเพื่อเป็นศิริมงคล ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 037-312282, 037-312284 โทรสาร 037-312268

อ่านต่อ...