แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัด แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2554

เที่ยววัดเก่าของลาว วัดสีสะเกด


รูปถ่ายเก่าวัดสีสะเกด


ก่อนเข้าวัดต้องผ่านทางนี้ก่อนครับ

วัดสีสะเกด (Wat Sisaket) หรือวัดสะตะสะหัสสาราม (วัดแสน)  เป็นวัดที่สร้างขึ้นแห่งแรกในนครเวียงจันทน์  วัดนี้สวยมากๆ ครับเข้าไปแล้วทำให้รู้สึกว่าตัวเองต้องเงียบโดยทันที คำว่าสตสหัสส  แปลว่า 100,000,  อาราม แปลว่า วัด,  วัดสตสหัสสาราม จึงแปลว่า วัดแสน  ในอดีตเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราช (ลาว)   ศักดิ์ของวัดนี้เทียบเท่าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์ฯ ท่าเตียน ของไทย)  เหตุที่ชื่อวัดแสนก็เพราะว่า  พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชและพุทธศาสนิกชนชาวลาวในอดีต  ทรงสร้างพระพุทธรูปทั้งองค์เล็กและองค์ใหญ่ประดิษฐานไว้ทั่ววัด 100,000 องค์  ดังนั้นจึงมีชื่อเล่นว่าวัดแสน  แต่ปัจจุบันมีเหลืออยู่ประมาณ 10,000 กว่าองค์เท่านั้น  ไกด์บางคนบอกว่ามี 6,000 กว่าองค์  แต่ถึงอย่างไรก็ตาม  วัดนี้ก็มียังมีพระพุทธรูปมากที่สุดในนครหลวงเวียงจันทน์


ทางเข้าวัดสีสะเกด

ป้ายเขียนว่า วัดสะตะสะหัสสาราม สีสะเกด

พระพุทธรูปเรียงรายสวยงาม


พระประธานในสิม
เดิมเป็นพระพุทธรูปองค์เล็กทำด้วยทองสำริด แต่เจ้าอนุวงศ์ได้ปฏิสังขรณ์ก่อครอบ ด้วยประทานเพชรฟอกด้วยน้ำปิว และให้พระประธานองค์ใหญ่หันหน้าไปทางด้านเหนือ เพื่อความ สะดวกสบายในไปกราบไหว้สักการะบูชา

ราวเทียน ในสิมราวเทียนในสิม มีความสูงประมาณ 1.88 เมตร กว้าง 2.10 เมตร ซึ่งเป็นศิลปผสมระหว่างล้านช้างกับล้านนา ทำด้วยไม้เนื้อดีและแกะสลักเป็นรูปพญานาค สองตนเอาหางพันกัน เป็นรูปสวยงามซึ่งหมายถึง ความสามัคคี
ระหว่างล้านช้างและล้านนา ที่พิเศษคือฟอกด้วยน้ำทองคำปิว สร้างในสมัยเดียวกันกับ วัดสิสะเกด
ศตวรรษที่ 19


หอพระไตรปิฎก
สำหรับเก็บรักษาพระไตรปิฎก และตำราคัมภีร์ เอการทางพระพุทธศาสนา ถึงแม้วัดสีสะเกดจะไม่ถูกเผาทำลายเหมือนวัดอื่น ๆ แต่ก็ถูกปล้นสะดมจี้เอาพระไตรปิฎกไปจนหมดเกลี้ยง ปัจจุบันมีเพียงหอพระไตรที่แสดงไว้ให้แขกต่างด้าวท้าวต่างเมืองมาเที่ยวชม ส่วนของหลังคาหอพระไตรปิฎกจะมีความคล้ายคลึงศิลปะของพม่าเพราะในสมัยนั้น อาจได้รับอิทธิพลจากพม่า นอกจากนี้ยังมีแผ่นศิลาจารึก ซึ่งกล่าวถึงเรื่องราวประวัติของวัดสีสะเกดอีกด้วย
ในสมัยก่อนวัดสิสะเกดมีอาณาเขตกว้างขวางมากมีกำแพงล้อมรอบทั้งสี่ด้าน ต่อมาในปี ค.ศ.1963 ได้ตัดเส้นทางใหม่ คือถนนเชษฐาธิราช ส่วนประตูโขงด้านหน้าติดกับหอคำ หรือสำนักงานประธานประเทศในปัจจุบัน



        ใน พ.ศ. 2321  เจ้าพระยาจักรี (ร.๑)  ได้รับพระบัญชาจากสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีให้ยกทัพไปทวงถามเครื่องบรรณาการจากลาว  ลาวไม่ให้จึงสู้รบกัน  ลาวรบแพ้เพราะไม่เจนศึกเท่าทหารสยาม  ในฐานะที่เจ้าพระยาจักรีเป็นนักรบผู้ทรงธรรมและเคยบวชเรียนหลายพรรษา  เมื่อชนะศึกแล้วจึงนำพาทหารสยามบูรณะซ่อมแซมวัดนี้ก่อนเดินทางกลับประเทศใน พ.ศ.2322  เพื่อเป็นพุทธบูชาอุทิศส่วนกุศลให้ทหารทั้ง 2 ประเทศที่เสียชีวิต  เนื่องจากรบกันโดยไม่มีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน  สถาปัตยกรรมวัดนี้เกือบทั้งหมดจึงเป็นสถาปัตยกรรมไทย  


      เมื่อเจ้าอนุวงศ์ขึ้นครองราชเป็นกษัตริย์ลาวเมื่อ พ.ศ. 2348  ก่อนหน้านั้นพระองค์เคยเสด็จมาช่วยไทยรบกับพม่า 2 ครั้ง  ก็ได้โปรดให้บูรณะและสร้างวัดนี้ต่อด้วยสถาปัตยกรรมไทย  วัดนี้จึงเป็นวัดที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของทหารและชาวพุทธสองประเทศมาแต่โบราณ  เพราะเป็นวัดที่ทหารของทั้งสองประเทศช่วยกันบูรณะ  


     
พ.ศ. 2369 เกิดกรณีพิพาทสยาม – ลาว (ไทยเรียกเหตุการณ์นี้ว่ากบถเจ้าอนุวงศ์)  ศึกครั้งนั้นไทยแทนแค้นลาวมาก  จึงทำลายเมืองเวียงจันทน์โดยการเผาเกือบหมด  ยกเว้นวัดนี้กับหอพระแก้ว  เพราะเป็นวัดที่ตนพักทัพ ตามธรรมเนียมแต่โบราณ  พวกทหารพุทธเมื่อตั้งทัพที่ไหนจะไม่ทำลายที่นั่น 

     พ.ศ. 2370 ก่อนกองทัพสยามเดินทางกลับประเทศ  ได้ทำการบูรณะซ่อมแซมและฌาปนกิจศพทหารที่เสียชีวิตที่วัดแห่งนี้           


     จากเหตุการณ์เผาเวียงจันทน์นี่แหละ  ชาวลาวรุ่นใหม่ที่เรียนมาถึงประวัติศาสตร์ตอนนี้จึงแค้นไทยไม่หาย  เมื่อไทยพูดว่า “บ้านพี่ – เมืองน้อง” ลาวรุ่นใหม่จึงไม่ยอมรับไทยเป็นญาติ  เขามักจะถามกลับว่า     “ใครเป็นพี่ – ใครเป็นน้อง”       ไทยบางคน  เกลียดพม่าไม่หายในเหตุการณ์เสียกรุงครั้งที่สอง อย่างไร     
ลาวบางคน  ก็แค้นไทยไม่เลิกในเหตุการณ์เผาเวียงจันทน์ อย่างนั้น

ทางเดินข้างอุโบสถ

     ปัจจุบันวัดแห่งนี้มีส่วนที่เป็นพื้นดินสำหรับภิกษุจำพรรษานิดหน่อย  ที่ดินส่วนใหญ่ถูกตัดแบ่งไปเป็นส่วนราชการหมด  แม้แต่ส่วนที่เป็นพระอุโบสถวัดสีสะเกด กระทรวงวัฒนธรรมก็มาดูแล  หอพระแก้วที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของวัด ทางการก็มาดูแลแทนวัดเช่นกัน มีถนนไชยเชษฐาตัดผ่าน ทำให้หอพระแก้วและวัดต้องอยู่แยกกันโดยปริยาย

     
วิญญาณทหารสยามที่สถิตอยู่ในวัดนี้จึงอาภัพเพราะไม่มีใครไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้  ชาวลาวก็ไม่ทำบุญกรวดน้ำให้  เพราะยังไม่หายแค้น  ทำบุญจากประเทศไทยไปให้ก็ไม่ค่อยจะถึง  เพราะอยู่ไกลและวิบากกรรมก็ยังไม่สิ้น  (ซวยสองต่อ)  หากอยากทำบุญให้  ต้องไปทำที่เวียงจันทน์เท่านั้น 

เก็บมาฝากครับ

สถานที่ท่องเที่ยว แขวงเวียงจันทน์ 
- แขวงเวียงจัน
- พระธาตุหลวง
- วัดสีเมือง เสาหลักเมืองเวียงจัน
- วัดสีสะเกด
- หอพระแก้ว หรือวัดพระแก้วลาว
- อนุสาวรีย์เจ้าฟ้างุม
- ประตูชัย
- พิพิธภัณฑ์แห่งชาติลาว
- หอวัฒนธรรมแห่งชาติลาว
- ถนนคนเดินเวียงจัน
- ตลาดเช้า
- ดิวตี้ฟรี (Duty free) สินค้าปลอดภาษี บริเวณด่านลาวไทย
- บ้านผาฮอม
- ถ้ำจัง
- เมืองวังเวียง
- ผาตั้ง
 
อ่านต่อ...

วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ไหว้สักการะหลวงพ่อพุทธโสธร ที่วัดโสธรวราราม ฉะเชิงเทรา


วัดโสธรวรารามวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร  เดิมมีชื่อว่า วัดหงส์  เนื่องจากมีเสาหงส์อยู่ในวัด เสาหงส์มีลักษณะเป็นเสาสูง ปลายเสาเป็นรูปหงส์ตั้งอยู่ เล่ากันว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย ภายในวัดเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อพุทธโสธร พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของฉะเชิงเทรา เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางสมาธิ ตามประวัติเล่าว่า เดิมเป็นพระพุทธธูปหล่อด้วยสัมฤทธิ์ ปางสมาธิ หน้าตักกว้างศอกเศษ รูปทรงสวยงาม ภายหลังพระสงฆ์ภายในวัดเห็นความงดงามนี้จะเป็นอันตรายต่อองค์พระเอง จึงได้ช่วยกันนำปูนมาพอกเสริมปั้นหุ้มองค์เดิมไว้ พระพุทธโสธรที่เห็นในปัจจุบันจึงเป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ลงรักปิดทอง พระพักตร์แบบศิลปะล้านนา พระเกตุมาลาแบบปลี ความกว้างของพระเพลา ศอก นิ้ว หรือ เมตร 65 เซนติเมตร สูง เมตร 98 เซนติเมตร โดย ฝีมือช่างล้านช้าง


วัดโสธรฯ ถือเป็นวัดที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของเมืองไทยมีพระพุทธรูปที่สำคัญคู่บ้านคู่เมืองคือพระพุทธโสธรซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างยิ่ง มีพระอุโบสถที่มีศิลปกรรมที่งดงามซ้ำยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของเหล่าประชาชนทั่วทุกภูมิภาค  ด้วยพลังแห่งศรัทธาจากพุทธศาสนิกชนจำนวนมาก ที่มีต่อองค์หลวงพ่อพุทธโสธรเพราะเมื่อเราก้าวเท้าเข้าไปในบริเวณวัดโสธรวราราม แห่งนี้เราก็รู้สึกได้ถึงจำนวนประชาชนที่เข้ามาสักการะ บูชาองค์หลวงพ่อมีจำนวนมากจริง ๆ มีทุกเพศทุกวัย แม้ว่าจะมีจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกันไปแต่มีสิ่งเดียวที่เหมือนกันของทุกคนก็คือความศรัทธาที่มีต่อองค์หลวงพ่อพุทธโสธรและยกเอาเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ











ด้านหน้าวัดโสธรวราราม ฝั่งตรงข้ามจัดเป็นตลาดดอกไม้ขนาดใหญ่และเป็นตลาดแหล่งของฝากเมืองแปดริ้วมีสินค้ามากมายหลายชนิดพร้อมกับร้านบริการอาหารเครื่องดื่ม ภายในตลาดแห่งนี้เราจะได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของชาวท้องถิ่นที่ดำเนินชีวิตในลุ่มน้ำบางปะกง ณ เมืองแปดริ้วแห่งนี้ และผูกพันกับวัดโสธรวราราม มาอย่างยาวนาน     ภายในก็มีลานจอดรถสะดวกสบายมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลอำนวยความสะดวกตลอดเวลา  ในบริเวณวัดด้านหน้าวัดฝั่งขวาเป็นอุโบสถจำลองด้านในประดิษฐานองค์หลวงพ่อพุทธโสธรจำลองและจำลองพระพุทธรูปสำคัญของเมืองไทยหลายองค์


ในอุโบสถจำลองหลังนี้เราสามารถจุดธูปเทียนบูชาและเข้าไปปิดทองพระพุทธรูปทางด้านในได้ ในอุโบสถหลังนี้สิ่งที่พบเห็นอยู่เป็นประจำก็คือประชาชนที่นำไข่ต้ม,ดอกไม้ จำนวนมากเข้ามาถวายและบูชาหลวงพ่อพุทธโสธรและมีคณะนางรำอยู่ทางด้านหน้าทางเข้า




สืบเนื่องมาจากประชาชนที่เข้ามาขอพรหรือบนบานศาลเกล่าแล้วได้ตามประสงค์ก็จะนำไข่ต้มหรือดอกไม้มาถวายบูชาองค์หลวงพ่อพุทธโสธร โดยมีความเชื่อของคนทั่วไปว่าถ้าขอพรแล้วจะถวายไข่ ดอกไม้ นางรำ มักจะได้ตามประสงค์จึงเป็นที่นิยมของคนทั่วไปครับ  ร่วมกราบไหว้บูชาปิดทองหลวงพ่อพุทธโสธรและพระพุทธรูปสำคัญของเมืองไทยเพื่อเป็นสิริมงคล มีประชาชนเข้ามาทำบุญไหว้พระเยอะ มาก ๆ  บรรยากาศภายในอุโบสถแห่งนี้สุดจะคึกคัก
                ด้านข้างอุโบสถทางวัดจัดเป็นสถานที่แสดงวัตถุมงคลขององค์หลวงพ่อพุทธโสธรที่ทางวัดสร้างขึ้นมีมากมายหลายรุ่นหลายแบบใครที่ต้องการบูชาติดตัวเพื่อคุ้มครองป้องภัยเป็นมงคลให้กับตนเองก็เชิญเลือกหาเช่าบูชากันได้เลย วัตถุมงคลหลวงพ่อพุทธโสธรนั้นถือว่าเป็นอีกหนึ่งสุดยอดวัตถุมงคลของเมืองไทย เป็นที่ยอมรับกันว่ามีพุทธคุณในหลาย ๆด้าน











เราก็เข้าไปชมความงดงามและยิ่งใหญ่ของพระอุโบสถหินอ่อนหลังใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านใน พระอุโบสถ  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนิน ทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อ พ.ศ. 2531 และทรงประกอบพิธียกยอดฉัตรทองคำ น้ำหนัก 77 กิโลกรัม ประดิษฐานเหนือยอดมณฑป การก่อสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ สร้างขึ้นครอบพระอุโบสถหลังเดิม โดยใช้เทคนิควิศวกรรมสมัยใหม่ โดยไม่มีการเคลื่อนย้ายองค์หลวงพ่อพุทธโสธร และพระพุทธรูปทั้ง 18 องค์ ไปไว้ที่อื่นก่อน


อุโบสถมีกำแพงที่ปุด้วยหินอ่อนจากเมืองคาร์ราร่า ประเทศอิตาลี เป็นสุดยอดศิลปกรรมบนพื้นแกรนิตภาพมหาสมุทรที่สวยงามวิจิตรในพระอุโบสถหลังใหญ่นี้  เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธโสธรองค์จริงเป็นพระประธาน และพระพุทธรูปอื่นรวม 18 องค์ ประดิษฐานในดอกบัวขนาดใหญ่สวยงาม พระอุโบสถสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2541 พระอุโบสถมีลักษณะทรงไทยประยุกต์ กว้าง 44.50 เมตร ยาว123.50 เมตร ลักษณะเป็นอาคารหลังคาประกอบเครื่องยอด ชนิดยอดทรงมณฑปแบบไทย ต่อเชื่อมด้วยวิหารทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ด้านข้างต่อเชื่อมด้วยอาคารรูปทรงอย่างเดียวกันกับพระวิหาร เป็นอาคารจัตุรมุข ซึ่งเมื่อประกอบเข้าด้วยกันแล้วจะเป็นหลังคาแบบจัตุรมุขอย่างอาคารปราสาทแบบไทย  จัดเป็นพระอุโบสถที่งดงามมาก และมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก










บริเวณด้านนอกพระอุโบสถกว้างขวางเป็นสนามหญ้าสวยงามสลับแสมกับต้นไม้นานาพันธุ์ มีศาลานั่งพักผ่อนโดยรอบพระอุโบสถเราสามารถเข้าไปนั่งพักผ่อนได้ อากาศเย็นสบายมีลมพัดมาตลอดเวลาเพราะบริเวณวัดติดกับแม่น้ำบางปะกง และในบริเวณริมน้ำเราสามารถเข้าไปทำบุญปล่อยปลาได้อีกด้วย


จุดเด่นของพระอุโบสถหลังนี้ก็คือ ศิลปกรรมบนพื้นแกรนิตภาพมหาสมุทร แสดงถึงตำนานหลวงพ่อพุทธโสธรที่ลอยน้ำมายังบริเวณนี้ มีปลาขนาดใหญ่ประจำเมืองแปดริ้ว ตัว ว่ายวนอัญเชิญดอกบัว รอบๆ มีสัตว์น้ำนานาชนิด ทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา คาบดอกบัวมาสักการะองค์หลวงพ่อ ลวดลายบนภาพพื้นพระอุโบสถ มีความสมจริงดั่งพื้นน้ำซึ่งเป็นงานศิลปกรรมที่สร้างสรรค์โดยฝีมือช่างผู้ชำนาญฝีมือเอกของเมืองไทยหลายท่าน แกะสลักหินแกรนิตหลากสี ให้เป็นลวดลายสมจริงมาก ๆ     บนพื้นพระอุโบสถ ทำจากหินแกรนิตแกะสลักสลับสีซ้อนกันหลายชิ้นมีความพิถีพิถันในการให้สี มีความใส่ใจในรายละเอียดทำให้ได้ภาพเขียนศิลปกรรมขนาดใหญ่จากแกรนิตที่สวยงาม และน่าจะเป็น แห่งเดียวในโลก




เพดานด้านบนพระอุโบสถเป็นภาพจิตรกรรมภาพดวงดาว เป็นท้องฟ้าสีดำประดับด้วยดวงดาวมากมาย เป็นฝีมือของจิตรกรเอกหลายท่านของเมืองไทย  เป็นภาพสีน้ำมันบนวัสดุเคลือบด้วยน้ำยาชนิดพิเศษที่ให้ความคงทน และรักษาสีไม่ให้ซีดจาง  เมื่อแหงนหน้ามองขึ้นไป ก็จะพบกับความสวยงามที่ต้องจดจำตราตรึงใจครับ ภายในอุโบสถเย็นสบายมาก ๆ ทุกคนที่เข้ามาต่างตื่นตาตื่นใจกับศิลปกรรมที่ได้พบเห็นสวย จริง ๆ ในอุโบสถหลังนี้จะไม่อนุญาตไห้ปิดทองตัวองค์พระและนำของมาถวาย ทุกคนต้องแต่งกายให้เรียบร้อยก่อนเข้าไป หากท่านไดแต่งกายไม่เรียบร้อยทางวัดจะมีบริการชุดคลุมไห้ ในอุโบสถหลังนี้เราจะได้ชื่นชมกับบารมีหลวงพ่อพุทธโสธรกราบไหว้บูชาเพื่อเป็นมงคลนอกจากนั้นยังได้ชมความงดงามของศิลปกรรมทางด้านในได้อีกด้วย












หลวงพ่อโสธรเป็นพระศักดิ์สิทธิ์ มีประชาชนที่นับถือเป็นจำนวนมาก  ทางวัดโสธรฯ และพี่น้องชาวแปดริ้วจึงจัดให้มีงานเทศกาลฉลององค์หลวงพ่อปีหนึ่งมีสองครั้ง ใครที่อยากร่วมพิธีบุญก็เชิญได้เลยงานเขาจัดทุกปี ตรวจสอบวันเวลาก่อนการเดินทางครับ ครั้งที่ 1 งานเดือน เรียกว่างานกลางเดือน เริ่มงานตั้งแต่วันขึ้น 14-15 ค่ำ ถึงวันแรม ค่ำ เดือน  รวม 3วัน  ประมาณเดือนเมษายน ถือกันว่าเป็นงานวันเกิดของหลวงพ่อ หรือวันที่นำองค์หลวงพ่อขึ้นมาจากน้ำ
  ครั้งที่  2  งานเดือน 12 เรียกว่างานกลางเดือน 12 เริ่มงานตั้งแต่วันขึ้น 12 ค่ำ เดือน 12 ถึงวันแรม ค่ำ เดือน 12 รวม 5วัน ประมาณเดือนพฤศจิกายน



วัดโสธรฯ ตั้งอยู่ริมน้ำบางปะกง บนถนนมรุพงษ์ ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา  หากท่านใดเดินทางมาที่จังหวัดฉะเชิงเทราสิ่งแรกที่ต้องเข้าไปก็คือการเข้าไปกราบไหว้บูชาองค์หลวงพ่อพุทธโสธร เพี่อขอพรและเป็นสิริมงคลให้กับตนเอง  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 038-515186,089-2513923 สอบถามข้อมูลกันได้ตลอด  พระอุโบสถเปิดให้เข้าชม  วันธรรมดาเปิด 7.00 น. – 16.-30 .วันหยุดต่าง ๆ เปิด 7.00 น.-17.00 น.   








การเดินทางมายังวัดโสธวราราม นั้นไม่ยากเพราะวัดตั้งอยู่ในตัวเมือง เดินทางมาได้ในหลายแบบ
เดินทางโดยรถส่วนตัวโดยเดินทางมุ่งตรงเข้าไปยังตัวเมืองฉะเชิงเทราแล้วเลี้ยวเข้าถนนมรุพงษ์หรือถนนเรียบแม่น้ำบางปะกงวัดจะอยู่ห่างจากศาลากลางจังหวัดไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ กิโลเมตรหาง่ายเพราะมองเห็นอุโบสถได้แต่ไกล โดยยึดเอาทางไปศาลากลางเป็นหลัก หาง่ายมีป้ายบอกตลอดการเดินทาง
เดินทางโดยรถประจำทาง โดยมีรถโดยสารประจำทางปรับอากาศออกจากสถานีขนส่งสายเหนือหรือหมอชิตใหม่ในทุก ๆวัน สายกรุงเทพ-ฉะเชิงเทรา   เดินทางไปลงยังขนส่งฉะเชิงเทราแล้วใช้รถท้องถิ่นเข้าไปยังวัดโสธรวราราม
เดินทางโดยด้วยรถไฟ มีรถไปบริการออกจากสถานีหัวลำโพงไปฉะเชิงเทราทุกวันวันละ 11 ขบวน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมไดที่ 1690





อ่านต่อ...

วัดโพธิ์บางคล้า มหัศจรรย์ค้างคาวแม่ไก่เฝ้าวัดนับแสน ฉะเชิงเทรา


วัดโพธิ์บางคล้า มหัศจรรย์ค้างคาวแม่ไก่เฝ้าวัดนับแสน ฉะเชิงเทรา

ทริปนี้เรามาที่วัดโพธิ์บางคล้า ซึ่งเป็นวัดที่เก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของเมืองแปดริ้ว นอกจากเป็นวัดที่สำคัญและมีหลวงพ่อโตศักดิ์สิทธิ์ แล้ว ในต้นไม้ทั่วบริเวณ วัดแห่งนี้นั้น เต็มไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์ก็คือ ฝูงค้างคาวแม่ไก่ ตัวใหญ่ จำนวนนับแสนตัว   ที่ในเวลากลางวันจะมาเกาะห้อยหัวลงตามกิ่งไม้ อยู่กันเป็นกลุ่มใหญ่ทั่วบริเวณวัด ถึงยามพลบค่ำก็ออกไปหากินในถิ่นอื่น และมีเรื่องที่แปลกมาก ๆ ก็คือค้างคาวพวกนี้ จะกินผลไม้ในวัดเป็นอาหาร และไม่เคยไปทำความเสียหายให้กับสวนผลไม้ ของชาวบ้านเลย


วัดโพธิ์บางคล้า เดิม ชื่อว่า วัดโพธิ์  มีเนื้อที่ประมาณ 31 ไร่ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในราวปี พ.ศ. 2309 คราวสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช คั้งพระเจ้าตากสินนำกองกำลังตีฝ่าวงล้อมกองทัพพม่าจากกรุงศรีอยุธยา และได้สู้รบกับกองกำลังของพม่าครั้งสุดท้ายที่ปากลำน้ำโจ้โล้ หรือตำบลปากน้ำ ในปัจจุบัน(ห่างจากตัวอำเภอประมาณ 2 กิเมตร) และก่อนที่จะนำทัพไปเมืองจันทบูร(จันทบุรี)ได้มาพักทัพค้างแรมที่ที่วัดโพธิ์แห่งนี้ ถือได้ว่าเป็นดินแดนที่มีความสำคัญ ทางประวัติศาสตร์ของชาติไทยเราอีกแห่งหนึ่ง









        ภายในวัดโพธิ์บางคล้า ร่มรื่นไปด้วยแมกมายใหญ่มายนานาพันธุ์ ที่แผ่กิ่งก้านสาขาปรกคลุมบริเวณวัดช่วยให้อากาศภายในวัดแห่งนี้เย็นสบายเป็นอย่างมาก ภายในวัดมีศาลาขนาดใหญ่ซึ่งทางด้านในประดิษฐานรูปหล่อของพระเกจิอาจารย์ชื่อดังหลายรูป พระพุทธรูปที่สำคัญของเมืองไทย และพระเบญจภาคีทั้ง 5 อาทิ เช่น พระลอดเมืองลำพูน พระสมเด็จวัดระฆัง พระนางพญาพิษณุโลก พระซุ้มก่อ พระผงสุพรรณ พระหลวงพ่อพุทธโสธร ซึ่งเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของ จังหวัดฉะเชิงเทรา เราสามารถเข้าไปกราบไหว้บูชาปิดทอง เพื่อเป็นสิริมงคลได้ครับ นอกจากนั้นบริเวณด้านหน้าวัด ยังมีวิหารโบราณในสมัยของพระเจ้าตากสินมหาราชอายุหลายร้อยปีซึ่งด้านในประดิษฐาน องค์หลวงพ่อโต ศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ด้วย ซึ่งนิยมเรียกกันคือ หลวงพ่อโตวัดโพธิ์บางคล้า  ด้านหลังตลอดแนววัด ติดกับแม่น้ำบางประกงที่กว้างใหญ่ ซึ่งช่วยให้บรรยากาศในยามเช้าที่ช่างสดชื่นบรรยากาศยามเย็นแสนจะสงบ เหมาะสำหรับปฏิบัติธรรม เป็นอย่างยิ่ง  บริเวณริมน้ำทำเป็นท่าเทียบเรือนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางทางเรือมาที่วัดโพธิ์แห่งนี้ได้  
 วัดแห่งนี้แต่เดิมเคยเห็นมีกุฏิไม้ ใต้ถุนสูงหลังคามุงจาก ตั้งอยู่ท่าน้ำบางประกงใกล้กับต้นโพธิ์ใหญ่ มีโบสถ์ลักษณะคล้ายเก๋งจีนหลังคาซ้อน 2 ชั้นมุงด้วยกระเบื้องกาบกล้วย ช่อฟ้าเป็นรูปหัวมังกร ผนังก่ออิฐฉาบด้วยปูนขาวผสมน้ำอ้อย ล้อมรอบด้วยใบเสมา ซึ่งแสดงไห้เห็นว่าในอดีตดินแดนแถบนี้มีชุมชนชาวจีนโบราณอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ปัจจุบันสิ่งปลูกสร้างได้รื้อถอนไปแล้ว








ภายในวัดโพธิ์บางคล้ามีศาสนสถานที่สำคัญก็คือ พระวิหารเก่าแก่ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2310 – 2315 ในรัชสมัย สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หลังคาเป็นทรงจตุรมุขมุงด้วยกระเบื้องดินเผาเกล็ดเต่า ประดับช่อฟ้าใบระกา หน้าบันไม่มีลวดลาย มีประตูทางเข้า 2 ด้าน คือทางทิศเหนือ และทิศตะวันตก เหนือประตูประดับด้วยถ้วยจีนเรียงเป็นรูปวงกลม มีหน้าต่าง 1 ช่อง ทางทิศตะวันออก ภายในวิหารมีพระพุทธรูปปางไสยาสน์ 1 องค์  คือ องค์หลลวงพ่อโต แต่เดิมเคยมีระเบียงคดล้อมรอบและภายในระเบียงคดนั้นเดิมมีพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย 9 องค์ ประดิษฐานอยู่โดยรอบ ต่อมาในปี พ.ศ. 2485 ได้มีจิตรศรัทธาบูรณะปฏิสังขรณ์วิหาร ประดับด้วยช่อฟ้ารูปหัวพญานาคเป็นกระเบื้องเกล็ดเต่าสีเขียว ประดับด้วยช่อฟ้าช่อฟ้ารูปหัวพระญานาคและมีใบระกาหน้าจั่วทางทิศตะวันตะวันตกปั้นเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ประดับด้วยลายเครือเถา หน้าจั่วด้านทิศเหนือปั้นเป็นรูปดอกบัว 5 ดอก ประดับแจกันต่อมาหลังคาได้พังลงมาทำให้พญานาคและใบระกาชำรุดเสียหาย








ในปี พ.ศ. 2541 ชาวอำเภอบางคล้าร่วมกันบริจาคทุนทรัพย์ บูรณะปฏิสังขรณ์วิหารในส่วนของโครงสร้างหลังคาโดยคงรูปแบบตามเดิมไว้ และได้ตั้งเสาขึ้น 8 ต้น เสริมความแข็งแรงของหลังคาทั้งสี่ด้าน พื้นโดยรอบพระหารปูด้วยศิลาแลง ผนังภายในก่ออิฐฉาบปูน และเปลี่ยนเพดานใหม่ พร้อมติดตั้งโคมไฟ ปูพื้นด้วยหินอ่อน และบริเวณผนังวิหารภายในมีภาพจิตรกรรมเกี่ยวพระพุทธเจ้า และสัตว์ในป่าหิมพานต์
สิ่งที่ถือว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์ภายในวัดโพธิ์บางคล้าและแปลกว่าวัดอื่น ๆ ก็ คือมี นกมีหู หนูมีปีกตัวใหญ่ หรือที่เรียกกันว่าค้างคาวแม่ไก่จำนวนนับแสนตัว อาศัยอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่หาดูได้ยากมาก ๆในปัจจุบัน  ค้างคาวตัวใหญ่เหล่านี้ใช้ต้นไม้ในบริเวณวัดเป็นพื้นที่อยู่อาศัยมาอย่างยาวนานหลายปีโดยจะไม่ออกไปนอกบริเวณวัดเลย แม้จะมีต้นไม้มากมายของชาวบ้านใกล้ ๆ ที่สามารถเข้าไปเกาะไปอาศัยได้แต่ฝูงค้างคาวเหล่านี้ก็จะไม่ไปเกาะอาศัย จะอยู่แค่ในบริเวณวัดเท่านั้น  ฝูงค้างคาวแม่ไก่ตัวใหญ่จำนวนมากเหล่านี้มีความผูกพันอย่างแนบแน่นกับวัดและอาศัยอยู่ที่วัดโพธิ์แห่งนี้มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เป็นเรื่องอัศจรรย์ใจแก่ผู้ได้พบเห็น








 การเข้ามาอาศัยอยู่ของค้างคาวแม่ไก่ นั้นนานเท่าไรไม่ทราบได้เพราะคนเก่าคนแก่เล่าว่าตอนเกิดมาก็จอฝูงค้างคาวอยู่ในวัดแห่งนี้แล้ว และมีเรื่องน่าอัศจรรย์ที่เล่าต่อกันมาว่า ในปี พ.ศ. 2500 ทางวัดได้จัดงานฝั่งลูกนิมิตเป็นเวลา 9 วัน 9 คืน ค้างคาวเหล่านี้จะไปอาศัยอยู่ที่อื่นจนงานแล้วเสร็จงาน โดยไม่มาสร้างความเดือดร้อนรำคาญไห้แก่ผู้เข้ามาทำบุญเลย และในปี พ.ศ. 2509 พระครูสุตาลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดแห่งนี้ได้มรณภาพลง มีค้างคาวเหล่านี้บางส่วนได้ตกลงมาตายและส่วนใหญ่จะไม่ออกไปหากินเป็นเวลาหลายวัน นับเป็นเรื่องที่สร้างความประหลาดใจให้แก่ชาวบางคล้าและคนที่ได้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง




ภายในวัดโพธิ์เต็มไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ และมีค้างคาวแม่ไก่เยอะจริง ๆ อยู่กันเป็นฝูงเกาะกันอยู่เต็มต้นไม้ภายในวัดส่งเสียงร้องเป็นระยะ ๆ อยู่เต็มกิ่งไม้   แม้ว่าเราจะเดินไปมุมไหนส่วนไหนของวัดเราก็สามารถมองเห็นได้ในทุกจุด แปลกมากที่ในต้นไม้ภายในวัดเต็มไปด้วยผลและดอกของต้นไม้ แต่ค้างคาวเหล่านี้ไม่ยอมกินเลย เป็นที่ตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมากแก่ผู้ที่ได้พบเห็น นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่อยู่คู่กับวัดโพธิ์แห่งนี้มาอย่างยาวนานและเป็นมนต์เสน่ห์ของวัดโพธิ์บางคล้าแห่งนี้ มีประชาชนเข้ามาทำบุญไหว้พระที่วัดมากพอสมควร และร่วมกันเดินชม ค้างคาวแม่ไก่กันอย่างสนุกสนานและตื่นเต้น เป็นการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่ออกจะตื่นตาตื่นใจเล็กน้อย หากมาเที่ยวที่วัดโพธิ์บางคล้าในตอนเย็นจะเห็นค้างคาวเหล่านี้ทยอยบินออกไปหากินเป็นฝูงใหญ่
วัดโพธิ์บางคล้าตั้งอยู่ที่ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำบางปะกง บริเวณตำบลบางคล้า อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา หากท่านใดมีโอกาสเดินทางมาท่องเที่ยวในเส้นทางเที่ยวเมืองบางคล้าจังหวัดฉะเชิงเทรา ก็อย่าลืมเข้าไปทำบุญไหว้พระและชมสิ่งมหัศจรรย์ค้างคาวแม่ไก่นับแสนตัว ที่ วัด โพธิ์บางคล้ากัน   ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ โทร 038-541027, 038-541016, 038-515186, 089-2513923





วัดโพธิ์บางคล้าแห่งนี้ถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่สำคัญแห่งหนึ่งของ จังหวัดฉะเชิงเทรา มีโบราณสถานที่เก่าแก่มีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ให้เราได้กราบไหว้บูชาเพื่อเป็นสิริมงคลต่อตนเองและครอบครัวนอกจากนั้น ยังมีสิ่งมหัศจรรย์คือค้างคาวแม่ไก่เฝ้าวัดนับแสนซึ่งหาดูได้ยาก มีวิวสวย ๆและอากาศดี ๆ ของลุ่มน้ำบางปะกงสายน้ำสายชีวิตของชาวฉะเชิงเทรา  และที่สำคัญยังตั้งอยู่ใกล้กับสถานที่ท่องมากมายบนเส้นทางท่องเที่ยวเมืองบางคล้า เช่น ตลาดน้ำบางคล้า  ,ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช,ล่องเรือเที่ยวเกาะลัด,ศาลหลักเมืองบางคล้าที่วัดแจ้ง,คุ้มวิมานดิน,หมู่บ้านน้ำตาลสด เราสามารถเดินทางท่องเที่ยวต่อได้สบาย เพราะตั้งอยู่ในเขต อำเภอบางคล้าแทบทั้งสิ้น
การเดินทางไปวัดโพธิ์บางคล้านั้นไม่ยากครับ อยู่ห่างจากตัวเมืองฉะเชิงเทรา ประมาณ23 กม. เดินทางไปตามทางหลวงหมายเลข 304 (สายฉะเชิงเทรา-กบินทร์บุรี) ประมาณ 17 กม. แยกซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 3121 ไปอีก 6 กม. เข้าตัวอำเภอบางคล้า ผ่านศาลเจ้าตากสินมหาราชแล้วเลี้ยวซ้ายประมาณ 500 เมตร หรือสามารถเดินทางโดยทางนั่งเรือจากตลาดตัวเมืองฉะเชิงเทรา ท่าเรือจะอยู่บริเวณด้านหลังของ ห้างตะวันออกพลาซ่ามาขึ้นที่ท่าน้ำของวัดได้เลย




อ่านต่อ...