แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข้อมูลภาคกลาง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข้อมูลภาคกลาง แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554

สูดกลิ่นดินโคลน นั่งเรืออีแปะชมสวน เลียบคลองมหาสวัสดิ์



นาน ๆ จะได้สูดบรรยากาศกลิ่นโคนสาปควาย บรรยากาศแบบลูกทุ่งๆ เสียที ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เท่าไรครับ ใช้เวลาในการเดินทางแค่ 1 ชั่วโมงเศษๆ ผมก็มาถึงวัดสุวรรณาราม ขับรถเข้าไปในวัดเลยครับ เพราะเราต้องขึ้นเรือที่ท่าน้ำหน้าวัด เป็นโครงการที่ชาวบ้านและ อบจ.นครปฐมร่วมกันจัดตั้งขึ้น เพื่อเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบเที่ยวชมวิถี ชีวิตชาวบ้านครับ


 เมื่อเคลียร์ค่าใช้จ่ายทั้งหมดเรียบร้อย (ผม+คู่หูผม 490 บาท) ก็ลงเรือเครื่อง หรือชาวบ้านแถบนั้นเรียกว่า เรืออีแปะ มีหลังคาให้ครับ แต่ช่วงที่ผมไปเป็นช่วงเช้า แดดยังไม่จัดมาก จึงเอาหลังคาลง เพื่อให้มองเห็นบรรยากาศได้โดยรอบ มีพี่เหลิมรับหน้าที่เป็นพลขับให้เราในครั้งนี้ครับ เรือค่อย ๆ แล่น เพื่อให้พวกผมได้ชมบรรยากาศสองฟากฝั่งคลอง ผู้คนริมฝั่งคลองก็ทำกิจกรรมกันไป บ้างก็อาบน้ำ ซักผ้า ตกปลา เด็กๆ ก็พากันเล่นน้ำริมตลิ่ง แต่ขอคอนเฟิร์มครับว่าคลองที่นี่น้ำใสมาก ใสจนมองเห็นปลาหางแดงแหวกว่ายตามเรือมาเลยล่ะครับ 

นั่งมาได้สัก 10 นาที ก็ถึงจุดแรกครับ เป็นนาบัว (Lotus Farm) เป็นนาบัวของพี่อุษา มาเมืองบน ที่เข้าร่วมโครงการฯ ขนาด 20 ไร่ เป็นพันธุ์บัวแดงสายรุ้ง หรือ บัวฉัตรบงกช ดอกขนาดใหญ่มีสีแดง พี่เหลิมบอกว่าเป็นพันธ์ที่สามารถขายในบ้านเราและส่งออกนอกได้ ชาวบ้านที่นี่จึงนิยมปลูก ราคาขายดอกละ 2 บาท มีพ่อค้าแม่ค้ามารับซื้อถึงบ้านเลยครับ และนักท่องเที่ยวยังสามารถพายเรือเก็บดอกบัวได้ด้วยนะครับ (ขายให้นักท่องเที่ยวดอกละ 2 บาท เช่นกันครับ) แต่ถ้าพายไม่ค่อยคล่อง ก็จะมีพลขับเรือแต่ละลำเป็นคนพายให้ครับ วันนั้นผมก็ได้พี่เหลิมนี่แหละครับช่วยชีวิต (แนะนำให้มาช่วงเช้าๆ ครับ เพราะอากาศจะได้ไม่ร้อน) พายไปก็ให้อาหารปลาตะเพียนไปครับ ได้ทั้งดอกบัวไปทำบุญ และทำทานด้วยการให้อาหารปลาอีกด้วย


ถัดไป เป็นสินค้า OTOP ของแม่บ้านในชุมชนคลองมหาสวัสดิ์ ทั้งกล้วยตาก, มะม่วงสามรส, กะปิ และไข่เค็มไอโอดีน แต่ที่ขึ้นชื่อของกลุ่มแม่บ้านก็คือ ข้าวตังหน้าตั้ง ซึ่งทำมาจากข้าวกล้องหอมมะลิคัดอย่างดี เพื่อสุขภาพ ขอบอกว่ามีให้ชิมฟรีไม่คิดตังค์ครับ อย่างข้าวตังหน้าตั้ง เราสามารถทำกินเองได้ด้วยนะครับ แต่ถ้าชิมแล้วเกิดติดใจ จะซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้าน อันนี้ก็ไม่ว่ากันครับ


อิ่มท้องแล้วเราก็ไปนั่งรถอีแต๋น เพื่อช่วยย่อยกันหน่อยครับ (จุดที่สาม) ที่สวนผลไม้ของคุณลุงบุญเลิศ เศรษฐอำนวย ร่มรื่นด้วยต้นไม้ผลชนิดและพันธุ์ต่างๆ ทั้ง มะกอกน้ำ, ส้มโอ, กระท้อน, กล้วย, ขนุน, หมาก และมะม่วง สวนทั้งหมด 40 ไร่ ที่นา 20 ไร่ และสวนผลไม้อีก 20 ไร่ คุณลุงบุญเลิศเป็นพลขับรถอีแต๋นให้เลยนะครับ เวลาเลี้ยงนี่ขอบอกครับว่าหวาดเสียวสุดๆ ถ้าไม่ชำนาญทางอย่างคุณลุงที่วันๆ ขับมาแล้วไม่ต่ำกว่า 20 กว่ารอบ เป็นเวลา 11 ปี ขอบอกครับว่าโอกาสพลาดตกท้องร่องข้างสวนมีสูงมาก ท้องไส้ปั่นป่วนกับรถอีแต๋นแล้วคุณลุงก็ใจดีครับ จัดเตรียมผลไม้ให้ชิมกันด้วย ทั้งส้มโอ, มะม่วง, ขนุน ฯลฯ ทุกอย่างสดๆ จากต้น หวานและอร่อยมากๆ ครับ นอกจากผลไม้สดแล้ว ยังมีแบบแปรรูปให้เลือกช๊อปให้กระเป๋าฉีกกันเลย 

ตื่นเต้นและหวาดเสียวกับรถอีแต๋นกันแล้ว พี่เหลิมก็พาผมมาดูของสวย ๆ งาม ๆ บ้าง (จุดสุดท้าย) เป็นสวนกล้วยไม้คุณลุงชุบ คชเวช ส่วน ใหญ่ที่ปลูกเป็นพันธุ์หวาย ทั้งสีม่วง, ชมพู และขาว คุณลุงบอกว่าเป็นพันธุ์ที่ตลาดต้องการ ช่อที่ใหญ่และสมบูรณ์เต็มช่อจะส่งออกนอกได้ช่อละ 2-4 บาท แต่ช่อไหนที่ไม่สมบูรณ์จะขายในบ้านเรา กก.ละ 30 บาท แต่ใครที่อยากได้ไปลองเลี้ยงที่บ้าน คุณลุงชุบก็เพาะกล้วยไม้พันธุ์อื่น ๆ ไว้ให้เลือกเป็นเจ้าของในราคากระถางละ 120-200 บาทขอบอกว่าเต็มอิ่มจริงๆ ครับ ทั้งบรรยากาศ และความรู้ที่ผมได้รับจากคุณลุง, คุณพี่ผู้บอกเล่าประสบการณ์ ด้วยเงินแค่ 245 บาท แต่ที่คุ้มไปกว่านั้น คือ รอยยิ้ม และสีหน้ามีความสุขของคุณลุง, คุณพี่ เวลาตอบคำถาม ซึ่งยากนักที่จะเห็นได้จากสังคมของเราในทุกวันนี้ อย่างที่เค้าบอกครับว่า “อยู่ที่ไหนก็ไม่สุขใจเท่าบ้านเรา”

รายละเอียดเพิ่มเติม :

โครงการ “ล่องเรือชมสวนเลียบคลองมหาสวัสดิ์”หมู่ที่ 1 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐมเปิดทุกวัน เวลา 08.00-16.00 น.โทร. 034-297-152, 081-495-9091 (คุณมนูญ นราสดใส ผู้ใหญ่บ้าน)

ค่าใช้จ่าย :

- ค่าเรือลำละ = 300 บาท นั่งได้ 6 คน
- ค่าเข้าชม 4 สถานที่ ผู้ใหญ่ = 70 บาท/ คน, เด็ก = 40 บาท/ คน
- ค่านั่งรถอีแต๋นชมสวนผลไม้ = 50 บาท/ รอบ 

ที่มา: คนเดินทาง.com
website:
 http://www.konderntang.com/
อ่านต่อ...

พิพิธภัณฑ์ชีวิต "หุ่นขี้ผึ้งไทย" จังหวัดนครปฐม



คุณเคยดูละครเรื่อง “ห้องหุ่น” บ้างไหมคะ ละครที่นำเสนอเรื่องราวของหุ่นมีชีวิต แต่วันนี้ฉันจะพาคุณไปพิสูจน์ค่ะว่า มันเป็นแค่เรื่องเล่า เป็นตำนาน หรือเป็นเรื่องจริง (ขณะที่อ่านกรุณาทำเสียงให้ชวนวังเวง เพื่อความสมจริง)


ซื้อตั๋วเสร็จ (100 บาท : ผู้ใหญ่ 2 คน) ก็มายืนทำใจอยู่ด้านหน้า พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย (THAI HUMAN IMAGERY MUSUEM) สัก พัก เพื่อรวบรวมสมาธิ และก้าวแรกที่เปิดประตูเข้าไป ให้ความรู้สึกวังเวง และขลังมากๆ แสงไฟสลัวทั่วทั้งห้อง ยกเว้นเคาน์เตอร์เจ้าหน้าที่ ที่พอให้มองเห็นและแยกแยะได้ ว่าเป็นคนหรือหุ่น แหะ แหะ

ความเป็นมาของพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งนี้ เกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจ ของนักสร้างสรรค์กลุ่มหนึ่ง นำโดย อ.ดวงแก้ว พิทยากรศิลป์ ซึ่งสนใจเรื่องหุ่นขี้ผึ้ง และศึกษาทดลองนานกว่า 10 ปี จึงสามารถสร้างหุ่นขี้ผึ้งยุคใหม่จากไฟเบอร์กลาส ซึ่งมีความคงทน ประณีต งดงาม และเหมือนคนจริงมากที่สุด อันนี้คอนเฟิร์มค่ะว่าเหมือนมาก มาก แม้แต่แววตาของหุ่นแต่ละตัวก็ทำได้เหมือนกับว่าหุ่นตัวนั้น มีความรู้สึก และกำลังแสดงมันออกมา ซึ่งเหมือนคนจริง ๆ

หุ่นสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) วัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพมหานคร , หุ่นหลวงปู่ชา สุภทฺโท วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี

ตลอดการเดินชมจะมีลูกศรบอกเส้นทาง ไม่ต้องกลัวค่ะว่าจะพลาดช็อตเด็ดๆ คุณจะได้ชมหุ่นทุกตัวหากคุณเดินตามลูกศรนี้ เริ่มกันที่ห้องแรกค่ะ เป็นหุ่นผู้ชายวัยกลางคนอ่านหนังสือพิมพ์ ถัดมาเป็นหุ่นเลขากำลังสนใจทำบัญชี ห้องถัดมานั้นจะเป็นหุ่นพระภิกษุรูปดังๆ ทั้งนั้นเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็น หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด, หลวงปู่โต๊ะ, พระครูภาวนารังสี ฯลฯ หรือจะออกแนวจีนก็จะเป็น ไต้ซือเย็นบุญ

ห้องถัดมานี่ ถ้าใครไม่รักกันจริงนี่อาจต้องเลิกคบกันไปเลยค่ะ เพราะเป็นหุ่นที่ปั้นได้เหมือนคนมากกก บวกกับแสงไฟที่มีอยู่น้อยนิด ทำให้บรรยากาศดูขลังและวังเวงมากๆ ห้องนี้จะจัดแสดงหุ่นชุด “เหนื่อยนักพักก่อน” หุ่นชายสองคนในท่านั่งเก้าอี้เอกเขนก นอนอ้าปาก เห็นฟันครบทั้ง 32 ซี่ ข้างๆ กันเป็นหุ่นผู้ชายตัวอ้วนกลมนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ใกล้ๆ ตรงกันข้ามเป็นหุ่นชุดหมากรุกไทย หุ่นชายวัยกลางคนนั่งโขกหมากรุกกันอย่างเมามันส์

(บนจากซ้าย) หุ่นการเล่น หัวล้านชนกัน, หุ่นชุด เลิกทาส
(ล่างจากซ้าย) หุ่นครูจวงจันทน์ จันทร์คณา “บรมครูพรานบูรพ์”, หุ่นมหาตมะ คานธี บิดาแห่งประชาชาติอินเดีย, หุ่นชุดเหนื่อยนักพักก่อน

พ้นจากห้องเมื่อกี้มาได้ และฉันกับคู่หูก็ยังไม่ได้ทิ้งกันไปไหน ก็ค่อยรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาหน่อย (ไม่อยากไปนั่งหาเพื่อนใหม่น่ะค่า..อิ อิ) ห้องต่อมาทำให้ฉันไม่เหลือความกลัวใด ๆ เลยค่ะ มีแต่ความตื่นตะลึง และเกรมขาม เพราะหุ่นทั้ง 8 ตัวที่อยู่ด้านหน้านี้ คือ หุ่นพระบรมรูปอดีตพระมหากษัตริย์พระบรมราชจักรีวงศ์ รัชกาลที่ 1-8 งดงาม และน่าทึ่งกับฝีมือคนไทยจริง ๆ ค่ะ ชื่นชมความงดงามได้ไม่นานก็ต้องเร่งทำเวลาเพื่อไปต่อ

และห้องถัดมาก็ทำให้น้ำตาซึมเลยค่ะ เพราะเป็นหุ่น สมเด็จย่า และพระพี่นางเธอฯ ในลักษณะที่สมเด็จย่าทรงประทับบนพระเก้าอี้ และมีพระพี่นางเธอฯ นั่งประทับเบื้องล่าง เป็นภาพที่สมเด็จย่ากำลังตรัสกับพระพี่นางเธอฯ เป็นอีกหนึ่งความทรงจำของคนไทย แม้ทั้งสองพระองค์จะสิ้นพระชนม์แล้วก็ตาม

ขึ้นมาชั้น 2 จะเป็น หุ่นครูเพลงไทย, หุ่นชุดบุคคลสำคัญของโลก, หุ่นชุดการละเล่นของไทย, หุ่นชุดวรรณคดีไทย เรื่องพระอภัยมณี และหุ่นชุดทาสที่กระทำความผิดและถูกลงโทษอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งไม่สามารถเรียกร้องสิทธิใดๆ ได้ทั้งสิ้น

เรื่องราวของหุ่นมีชีวิต เป็นเรื่องจริง หรือเป็นแค่บทละคร คงมีแต่คุณเท่านั้นที่จะตอบได้ ส่วนคำตอบของฉันมีอยู่ในใจแล้วค่ะ

หุ่นการละเล่นของไทย ชุด รีรี ข้าวสาร,จ้ำี้จี้ และขี่ช้างชนกัน


รายละเอียดเพิ่มเติม :
พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย (THAI HUMAN IMAGERY MUSUEM)
43/2 หมู่ที่ 1 ถ.พระบรมราชชนนี (ถนนปิ่นเกล้า-นครชัยศรี) กม. 31 ต.ขุนแก้ว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม 73120
เปิดเข้าชมทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 09.00 - 17.30 น.
วันเสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 08.30 – 18.00 น.
โทร. 034-332-607, 034-332-109
เวปไซต์ : www.rosenini.com
อัตราค่าเข้าชม :
ผู้ใหญ่ 50 บาท
พระภิกษุ, แม่ชี, นักบวช และนักศึกษาในเครื่องแบบ 20 บาท
เด็ก(ความสูงไม่เกิน 130 ซม.), นักเรียนอนุบาล- ม.6 ในเครื่องแบบ และสามเณร 10 บาท

เส้นทางไป พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย๔๓/๒ หมู่ ๑ ถนนบรมราชชนนี
(ปิ่นเกล้า-นครชัยศรี) กม.๓๑
ต.ขุนแก้ว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม
๗๓๑๒๐
โทร. ๐-๓๔๓๓-๒๖๐๗,
๐-๓๔๓๓-๒๑๐๙,
๐-๓๔๓๓-๒๐๖๑
โทรสาร ๐-๓๔๓๓-๒๐๖๑



ที่มา: คนเดินทาง.com
website:
http://www.konderntang.com/


อ่านต่อ...

น้ำตกเจ็ดสาวน้อย สระบุรี


ตามตำนานเล่าขานกันมาว่า มีหญิงสาวเจ็ดคนมาเล่นน้ำที่น้ำตกแห่งนี้แล้วจมน้ำเสียชีวิตพร้อมกัน เป็นที่มาของชื่อน้ำตก มีการตั้งศาลเพียงตาขึ้นที่น้ำตกชั้นที่ 4 เรียกว่าศาลเจ้าแม่ทรายทอง บ้างก็ว่าเดิมทางเหนือของน้ำตกมีหมู่บ้านแห่งหนึ่งชื่อบ้านเสาน้อย ต่อมาจึงเรียกเพี้ยนเป็นสาวน้อย
วนอุทยานน้ำตกเจ็ดสาวน้อยมีเนื้อที่ 540 ไร่ เป็นที่ตั้งของน้ำตกเจ็ดสาวน้อยซึ่งเป็นน้ำตกขนาดใหญ่สวยงาม เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวมากมาย เพราะเดินทางสะดวกสบาย เพียง ประมาณ 1 ชั่วโมง จากกรุงเทพ ก็สามารถเล่นน้ำตกท่องไพรธรรมชาติกันได้แบบสบาย  นอกจากนั้นยังสามารถขับรถเข้าไปได้ถึงตัวน้ำตกได้อีกด้วย
 
 

 
 
ทางด้านในบริเวณน้ำตก มีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบถ้วน มีร้านขายอาหารเครื่องดื่มนับสิบร้าน โดยเฉพาะส้มตำไก่ย่าง และมีเมนูอร่อยอีกมากมาย ราคาเป็นกันเองนอกจากนั้นในบริเวณอุทยาน มีบ้านพักเราสามารถพักแรมได้อีกด้วย หรือจะพักแบบกางเต้นท์ก็สามารถทำได้เขาจัดพื้นที่พร้อม มีห้องน้ำ,ห้องอาบน้ำ มีซุ้มที่นั่งทานอาหารพักผ่อนรายรอบด้านข้างตัวน้ำตก หรือจะปูเสื่อก็ทำได้สบายมีพื้นราบแข็งมากมายก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบ   นอกจากนี้ยังมีห่วงยางให้บริการ ติดต่อล่องแก่งเรือยาง เรือคยัก และรถ ATV ได้อีกด้วย

น้ำตกเจ็ดสาวน้อยตั้งอยู่ในเขตตำบลมวกเหล็ก อำเภอมวกเหล็ก ทางเข้าทางเดียวกับน้ำตกมวกเหล็ก เป็นทางลาดยางต่อไปอีก 9 กิโลเมตร จัดตั้งเป็นวนอุทยานน้ำตกเจ็ดสาวน้อย เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2523 อยู่ในท้องที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี และอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ลำน้ำมวกเหล็ก เป็นลำห้วยที่มีน้ำไหลตลอดปี ระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร มีเกาะแก่งที่ไม่สูงมากนัก ลดหลั่นกันไปเป็นทอด ๆ

 
 
 
 
ตัวน้ำตก ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าโปร่ง มีต้นน้ำมาจากผืนป่าอันอุดมใน อช. เขาใหญ่ เป็นน้ำตกเตี้ยๆ มีเจ็ดชั้น แต่ละชั้นสูง 2-5 ม. จากน้ำตกชั้นที่ 1 เดินลงไปถึงน้ำตกชั้นที่ 7 ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที สายน้ำไหลลดหลั่นลงไปเป็นธารน้ำตกกว้างคล้ายแก่งขนาดใหญ่ มีแอ่งน้ำตื้นๆ ให้ลงเล่นน้ำหลายแห่ง บางชั้นก็มีน้ำตกเป็นชั้นเล็กๆ แยกย่อยไปอีก นับเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของน้ำตกแห่งนี้ ทางวนอุทยานฯ ได้จัดทำเส้นทางเดินเลียบน้ำตกเป็นทางซีเมนต์ลงไปถึงน้ำตกชั้นที่ 5 จากนั้นเป็นทางดินถึงน้ำตกชั้นที่ 7 มีป้ายบอกชั้นน้ำตกและป้ายเตือนตามจุดอันตราย เช่น ด้านหน้ามีโขดหิน ห้ามกระโดดน้ำ ฯลฯ
น้ำตกทุกชั้นสามารถเล่นน้ำได้อย่างปลอดภัย ยกเว้นน้ำตกชั้นที่ 3 ซึ่งมีแอ่งน้ำลึกตรงหน้าแก่ง มักเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง น้ำตกชั้นที่สูงที่สุดและสวยที่สุดคือชั้นที่ 4 สูงราว 3 ม. มีแอ่งน้ำใหญ่กว้างขวางให้ลงเล่น ส่วนผู้ที่ชอบความสงบให้เดินต่อไปยังน้ำตกชั้นที่ 5-7 เพราะไม่ค่อยมีคนพลุกพล่าน แต่ชั้นที่ 6 และ 7 กระแสน้ำค่อนข้างแรง ไม่ควรลงเล่นน้ำ ด้านหลังห้องน้ำสาธารณะมีสะพานแขวนข้ามธารน้ำตก เป็นจุดชมความสวยงามของน้ำตกชั้นที่ 1-4 ได้ชัดเจน
 
 
 
 
 
         บริเวณน้ำตกร่มรื่นด้วยเงาต้นไม้ป่านานาพันธุ์ที่อยู่บริเวณริมน้ำ  เช่น สาธร โศกน้ำ ตะไคร้น้ำ ไผ่ หวาย ฯลฯ มีป้ายบอกชื่อพันธุ์ไม้สำคัญแต่ละชนิด ช่วงฤดูหนาวน้ำตกจะสวยงามที่สุด ในฤดูฝนแม้จะมีน้ำเต็มเปี่ยม มีน้ำขุ่นเล็กน้อย และกระแสน้ำค่อนข้างจะเชี่ยวพอสมควร
 อุทยานน้ำตกเจ็ดสาวน้อยพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสลับซับซ้อนสลับกับที่ราบ ลักษณะพื้นที่ค่อนข้างแห้งแล้งมีหน้าดินตื้น อุทยานแห่งชาติน้ำตกเจ็ดสาวน้อยมีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางอยู่ระหว่าง 180-402 เมตร จุดสูงสุดของพื้นที่อยู่บริเวณโชคชัยพัฒนา มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 402 เมตร บริเวณเชิงเขาด้านทิศตะวันออกและทิศเหนือของพื้นที่ติดคลองมวกเหล็กซึ่งมีน้ำไหลผ่านตลอดปี และไหลลงสู่แม่น้ำป่าสักที่อำเภอวังม่วง   มีถนนล้อมรอบ บริเวณที่เป็นป่าดงดิบธรรมชาติจะพบเฉพาะบริเวณที่อยู่ติดกับลำห้วยเหล็กและกระจายเป็นหย่อมๆตามแนวลำน้ำ ส่วนป่าเบญจพรรณพบอยู่บริเวณตอนกลางของพื้นที่ สภาพป่าส่วนใหญ่เป็นป่าที่ฟื้นตัวเองตามธรรมชาติ 

 
 

         ที่น้ำตกเจ็ดสาวน้อยแห่งนี้ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่ มีธรรมชาติของพื้นผ่าที่สมบูรณ์ มีสายน้ำตกที่ใสสะอาดและสามารถลงเล่นน้ำได้อีกด้วยพร้อมกันนั้นยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน น่าเข้ามาสัมผัสเป็นอย่างยิ่ง และยังใกล้กับสถานทีท่องเที่ยวต่าง ๆในหลายแห่ง อย่างน้ำตกมวกเหล็ก,น้ำตกสามหลั่น,อุโมงค์ต้นไม้,ไร่องุ่นหลายแห่ง,ร้านอาหารม, เชิญแวะเที่ยวแวะพักผ่อนกันได้เลยครับหรือจะเลยไปเที่ยวเขื่อนป่าสักก็เดินทางเพียงไม่กี่อึดใจก็สามารถเที่ยวพักผ่อนได้แล้ว 
            การเดินทาง ไปยังน้ำตกเจ็ดสาวน้อย จากตัวเมืองสระบุรี ไปอำเภอมวกเหล็ก ถึงทางแยกถนนสายสระบุรี-มวกเหล็ก-หนองย่างเสือ ระยะทาง  30  กิโลเมตร จากทางแยกเข้าสู่อุทยานแห่งชาติน้ำตกเจ็ดสาวน้อยเป็นระยะทางอีก 12 กิโลเมตร หรือเดินทางโดยรถโดยสาร มีรถสายสระบุรี-แก่งคอย-มวกเหล็ก ผ่านหน้าอุทยานฯ ติดต่อสอบถามข้อมูล โทร. 0 3622 6431 ติดต่อจองบ้านพักอุทยานแห่งชาติที่ โทร. 0 2562 0760 



 

อ่านต่อ...

เขื่อนขุนด่านปราการชล (เขื่อนที่ยาวที่สุดของเมืองไทย)


เขื่อนขุนด่านปราการชล สร้างขึ้นตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อบรรเทาความทุกข์ยากที่เกิดกับประชาชนชาวนครนายก และจังหวัดใกล้เคียง นอกจากนั้นยังมีประโยชน์ในหลาย ๆด้านเช่น เป็นแหล่งน้ำและระบบชลประทานขนาดใหญ่ สามารถเก็บกักน้ำและจัดสรรน้ำอย่างเป็นระบบสำหรับพื้นที่ทำการเกษตรรวมทั้งแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคของจังหวัด ,บรรเทาอุทกภัยแก่พื้นที่ทั้งสองฝั่งของแม่น้ำนครนายก , เกษตรกรได้รับประโยชน์จากโครงการประมาณ 5,400 ครัวเรือน ,ใช้น้ำชลประทานชะล้างดินเปรี้ยวจนเหมาะสมแก่การใช้เพาะปลูก ได้มากขึ้น , เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาและแหล่งประมงน้ำจืด , เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แห่งใหม่ ช่วยให้ เศรษฐกิจของจังหวัดนครนายกขยายตัวมากขึ้นทำให้ ประชาชนมีรายได้เพื่อนำไปเลี้ยงชีพอย่างพอเพียง ถือว่ามีคุณประโยชน์ในหลาย ๆ ด้าน

เนื่องด้วยการพัฒนาแหล่งน้ำ และระบบชลประทานขนาดใหญ่ที่สามารถเก็บกักน้ำและจัดสรรน้ำอย่างเป็นระบบให้พอเพียงกับความต้องการของกิจกรรมทุกประเภทภายในลุ่มน้ำนครนายกและพื้นที่ใกล้เคียง ดังนั้นเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2536 เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานพระราชดำริให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทานพิจารณาวางโครงการและก่อสร้างเขื่อนคลองที่ด่านฯ และได้ดำเนินการก่อสร้างเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2542 โดยจะใช้เวลาก่อสร้าง 5 ปี

 

 

 

 

 
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระราชทาน  ชื่อเขื่อนขุนด่านปราการชล ซึ่งเป็นชื่อพระราชทานที่ได้นำตำนานเจ้าพ่อขุนด่านในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา แห่งกรุงศรีอยุธยา เมื่อพม่าบุกไทยชาวเขมรลักเสบียง รังแกคนไทย หัวหน้าที่ชาวบ้านเรียกว่าขุนด่าน จะใช้ม้าเร็วรับส่งข่าวรายงานไปยังกรุงศรีอยุธยาเพื่อให้ทราบ บ่งบอกได้ถึงความกล้าหาญเสียสละและช่วยปกป้องพื้นแผ่นดินไทย
 และเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2544 พระบาทสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์เขื่อนคลองท่าด่านฯ ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณและเป็นสิริมงคลสูงสุดแก่พสกนิกรชาวจังหวัดนครนายก
ตัวเขื่อน ประกอบด้วยเขื่อนหลักและเขื่อนรองสร้างด้วยคอนกรีตบดอัด ปัจจุบันเป็น เขื่อนคอนกรีตบดอัดที่มีความยาวที่สุดในโลก มีความยาวรวม 2,720 เมตร ความสูง (สูงสุด) 93 เมตร รับน้ำที่ไหลจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ผ่านน้ำตกเหวนรกลงสู่อ่างเก็บน้ำ มีความจุ 224 ล้าน ลบ.ม.
         นอกจากเป็นประโยชน์ มีน้ำในการทำเกษตรกรรม การอุปโภคบริโภค แก้ปัญหาดินเปรี้ยว เป็นล่งเพาะพันธุ์ปลา และบรรเทาอุทกภัยแล้ว ยัง เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ ของนครนายก เราสามารถชมอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ได้จากบริเวณสันเขื่อน จะเห็นทิวทัศน์ด้านหน้าเขื่อนเป็นพื้นป่าและเทือกเขาสลับซับซ้อนในอุทยานเขาใหญ่ชมอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่ไหลทอดยาวมาจากต้นน้ำที่น้ำตกเหวนรกมีระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร  และด้านหลังเขื่อนก็สามารถชมทิวทัศน์เมืองนครนายกได้อย่างชัดเจนและสวยงามเป็นอย่างมาก
 
 
 
 
 
         ดังนั้นเราพามาเยี่ยมชมความยิ่งใหญ่ของเขื่อนขุนด่านปราการชล ซึ่งเป็นเขื่อนคอนกรีตอัดบดยาวที่สุดในประเทศไทยและในโลก มองชมวิวสวย ๆ ของเมืองนครนายกบนสันเขื่อนที่สูงถึง 90 เมตร พร้อมกับสัมผัสกับอากาศดี ๆ ที่สุดแสนจะเย็นสบาย เขื่อนขุนด่านแห่งนี้เป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งของเมืองไทยและเป็นเส้นทางล่องแก่งลำน้ำนครนายกที่สนุกตื้นเต้นเร้าใจเมื่อเราขับรถไปในเส้นทางก่อนถึงเขื่อนเราก็สามารถทองเห็นสันเขื่อนที่สูงชันได้อย่างชัดเจนและเป็นวิวที่สวยงามอีกแห่งหนึ่ง เหมือนตัวเขื่อนปกป้องเมืองนครนายกไว้ทั้งหมดสวยงามมาก เมื่อเราไปถึงตัวเขื่อนก่อนขึ้นไปด้านบนก็มีร้านบริการอาหารเครื่องดื่มมากมายคอยบริการอย่างเป็นกันเอง
         เมื่อเราขึ้นไปยังสันเขื่อนเราก็ได้สัมผัสกับอากาศที่เย็นสบายจริง ๆ มีลมพัดโชยมาตลอดเวลา ชมวิวทั้งสองฝั่งสันเขื่อนได้อย่างสวยงาม ชมอ่างเก็บน้ำที่นิ่งสงบสาดแสงสีครามสะท้อนแสงระยิบระยับยามได้รับพลังจากแสงอาทิตย์สวยงามขนัดตา ชมวิวพื้นป่าเขาใหญ่อันเขียวขจีมองเห็นจนสุดตา มองวิวธารน้ำสายนทีที่กำลังรอดผ่านช่องขุนเขามายังสันเขื่อนรู้สึกได้ถึงความสบายผ่อนคลายเป็นที่สุด ด้านหลังเขื่อนเราก็ไปชมวิวของเมืองนครนายก ได้สวยงามในหลายจุด นอกจากนั้นยังมีบริการนั่งรถชมเขื่อนข้ามไปยังอีกฝั่ง มีพี่ ๆ คอยบรรยายเกี่ยวกับตัวเขื่อนให้เราฟังอีกด้วย ทำให้สนุกสนานและได้ความรู้ไปในตัว ราคาไม่แพงเลย แค่เที่ยว ละ 20 บาทต่อคนเท่านั้น มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่แวะเข้าไปชมความยิ่งใหญ่ของตัวเขื่อนและชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม บรรยากาศการท่องเที่ยวเป็นไปอย่างสนุกสนานครื้นเครงสุด ๆครับ และในช่วงเดือน พฤศจิกายน น้ำในอ่างจะมีปริมาณมากจนมาถึงสันเขื่อนด้านบน เป็นวิวที่สวยงามมาก ๆ ถ้าใครอยากชมก็รอมาในช่วงเดือนพฤศจิกายน
 
 
 
 
 
 
เขื่อนขุนด่านปราการชล อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่ที่บ้านท่าด่าน ตำบลหินตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก นอกจากตัวเขื่อนที่มีความสวยงามและยิ่งใหญ่แล้วยังตั้งอยู่ในสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายแห่งของจังหวัดนครนายก เช่นเส้นทางล่องแก่งลำน้ำนครนายก,น้ำตกนางรอง,วังตะไคร้ เราสามารถเข้าไปเที่ยวชมได้อย่างสบายเพราะตั้งอยู่ในสถานที่ใกล้เคียงกัน หากท่านใดอยากล่องแก่งลำน้ำนครนายกก็เชิญติดต่อที่ชมรมล่องแก่งนครนายกตั้งอยู่ทางด้านหลังเขื่อนและบริเวณหลังเขื่อนคือจุดเริ่มต้นของการล่องแก่งนครนายก เป็นสายน้ำที่สามารถล่องแก่งได้อย่างสนุกสนานตื่นเต้นเร้าใจได้ตลอดทั้งปี ใครอยากผจญภัยไปกับสายน้ำก็เชิญได้เลย ระยะทางในการล่องแก่งแต่ละช่วงประมาณ 2-7 กิโลเมตร    ติดต่อสอบถามที่ชมรมล่องแก่งนครนายกได้เลย
การเดินทาง มายังเขื่อนท่าด่านปราการชล ทางรถยนต์ จากตัวเมืองใช้เส้นทาง นครนายก– น้ำตกนางรองใช้ถนนหมายเลข 3049  ผ่านอุทยานวังตะไคร้ – เลี้ยวขวาเข้าถนนสู่ตัวเขื่อนได้เลย หรือถ้ามา จากกรุงเทพ ฯ เดินทางมาบนทางหลวงหมายเลข 305 หรือ 33 – นครนายก – น้ำตกนางรองใช้ถนนหมายเลข 3049 – ผ่านอุทยานวังตะไคร้ – เลี้ยวขวาเข้าถนนสู่ตัวเขื่อน ติดต่อสอบถามข้อมูลไดที่โทรสาร 0-3731-22860-3731-2282, 0-3731-2284, 0-3731-5664
 




อ่านต่อ...

วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ชมโบสถ์สี่แผ่นดิน ที่วัดแก้วพิจิตร ปราจีนบุรี


วัดแก้วพิจิตร เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2422 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งอยู่ บนริมฝั่งขวาของแม่น้ำปราจีนบุรีหรือแม่น้ำบางปะกง ห่างจากตัวเมือง ไปทางทิศตะวันออก สร้างขึ้นโดยนางประมูลโภคา หรือนางแก้ว  ประสังสิต เศรษฐีนีแห่งเมืองปราจีน ภริยาของขุนประมูลภักดี สร้างขึ้นเพื่อใช้ใน การทำบุญตักบาตร ถือศีลฟังธรรมโดยมีผู้ร่วมกัน บริจาคที่ดิน แรงงานและทุนทรัพย์ ในการก่อสร้าง สิ่งก่อสร้างในระยะแรก ประกอบด้วย ศาลาการเปรียญ หอสวดมนต์ กุฎี พระอุโบสถ ศาลาท่าน้ำและเรือนแพ


ต่อมาเมื่อเจ้าพระยาอภัยภูเบศรได้อพยพครอบครัวจากเมืองพระตะบองมาอยู่ที่ปราจีนบุรี ท่านก็ได้อุปถัมภ์วัดนี้ โดยการบูรณปฏิสังขรณ์ ตลอดจนการสร้างเสนาสนะทั้งที่สร้างขึ้นใหม่และสร้างทดแทนของเก่า เช่น ในปี พ.ศ. 2451 ได้สร้างศาลาธรรมสังเวช และเมรุเผาศพ อย่างละ 1 หลัง ต่อมาในปี พ.ศ. 2457 เมื่อเจ้าพระยาอภัยภูเบศรสร้างโรงเรียน ศาลา เมรุ จึงได้ถูกรื้อไปจนหมดสิ้น
 

 
 
 
ในปี พ.ศ. 2461 เจ้าพระยาภูเบศรได้รื้อพระอุโบสถหลังเก่าซึ่งชำรุดแล้วสร้างพระอุโบสถ หลังใหม่ขึ้นแทนที่ พระอุโบสถหลังใหม่นี้มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานกันระหว่างศิลปะไทย จีน เขมร และยุโรป พระอุโบสถ ที่ฝาผนังด้านนอกมีภาพปูนปั้นตัวละคร ในเรื่องรามเกียรติ์ มีเสาแบบกรีก ด้านนอกหัวเสาเป็นแบบโครินเธียล ที่มีความงดงามแปลกตา และหาดูได้ยากยิ่ง 
การสร้างอุโบสถภายในวัดถือว่าต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมากเพราะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธ์จึงมีการสร้างที่สวยงามวิจิตรและยิ่งใหญ่ ตามศิลปะแบบอย่างไทย นอกจากศิลปะแบบอย่างไทยแล้วก็ยังมีการนำศิลปะจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาประกอบและพัฒนาจนกลายเป็นสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานได้อย่างลงตัว  ดังเช่นอุโบสถ ที่วัดแก้วพิจิตร แห่งเมืองปราจีนบุรี ที่สร้างขึ้นโดยได้นำศิลปกรรมผสมผสานระหว่าง ไทย,จีน,เขมร,ยุโรป เข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์ โดดเด่นสวยงามและมีความแปลกแตกต่าง จนกลายเป็นอุโบสถ สี่แผ่นดิน
 
 
 
 
พระอุโบสถหลังนี้เป็นอาคารเครื่องก่อ ขนาด 5 ห้อง มีเฉลียงรอบ หลังคามุงกระเบื้อง มีหลังคามุขประเจิด และหลังคาเฉลียงรอบ 2 ชั้น เครื่องลำยอง เป็นปูนลงรักประดับหน้าบันปูนปั้นเขียนสี มีลายปูนปั้นเป็นภาพวิมานพระอินทร์กลางลายพันธ์พฤกษา ขอบล่างของหน้าบันเป็นลายกระจังลายสาหร่ายรวงผึ้ง เสาหน้ามุขประเจิดเป็นลายปูนปั้นรูปมังกรข้างละ 1 ตัว
         ผนังพระอุโบสถด้านนอก ฉาบปูนเรียบที่ซุ้มประตูหน้าต่างทำเป็นลายก้านขด ระหว่างประตูเข้าด้านหน้าและด้านหลังทำเป็นลาย ปูนปั้นเล่าเรื่องรามเกียรติ์ ผนังตอนบนใต้ชายคาเป็นภาพจิตรกรรมแบบตะวันตก เป็นลายเครื่องแขวน มีภาพเหมือนบุคคลหญิงชายชาวต่างประเทศครึ่งตัวอยู่ในครึ่งวงกลม เฉลียงรอบพระอุโบสถมีเสารองรับชายคาอุโบสถทั้งสี่ด้าน  เป็นเสากรีกแบบกลมเซาะร่องลูกพุกโดยรอบ หัวเสาใบผักกาดตามแบบตะวันตก รอบพระอุโบสถ มีซุ้มเสมาและกำแพงแก้วล้อมรอบ ผนังกำแพงเป็น ลายดอกไม้ในวงกลมหัวเสากำแพงตั้งกระถางต้นไม้ กึ่งกลางระหว่างกำแพงแก้ว มีซุ้มประตู ยอดซุ้มประดับลายปูนปั้นรูปหน้ากาก ดอกไม้ และนาฬิกาที่ผนังภายในพระอุโบสถมีพระพุทธรูปปูนปั้นประทับยืนติดอยู่ที่ผนังด้านตะวันตก พระพุทธรูปองค์นี้ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้รวบรวมชิ้นส่วนของพระประธานในโบสถ์เดิมมาดัดแปลงขึ้นใหม่ ซึ่งถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก
 
 
 
ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระประธาน พระนามว่า  พระปางประธานอภัย    ที่ฐานพระบรรจุอัฐิของเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเอาไว้ด้วย เป็นพระพุทธรูปนั่งทำปางลักษณะค่อนข้างแปลก เรียกว่าปางประทานพระอภัย มีความสวยงามแปลกตาและเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์อีกองค์หนึ่งแห่งเมืองปราจีนบุรีทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้พระอุโบสถเป็นหอไตร เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น สร้างเชื่อมกันกับหอระฆัง หลังคาปีกนกประดับช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ ส่วนหอระฆัง เป็นหลังคาทรงมณฑป
ศิลปะที่นำมาประกอบในการสร้างอุโบสถ ประกอบไปด้วย
1 ศิลปกรรมไทย ได้แก่ รูปแบบแผนผังอุโบสถ, ช่อฟ้า, ใบระกา, หางหงส์, บานประตูหน้าต่าง ลงรักปิดทองเป็นทวารบาน
2 ศิลปกรรมจีน ได้แก่ รูปปั้นมังกรเขียวหน้าจั่ว, หลังคาลายมังกร, ราวบันไดขึ้นอุโบสถ
3 ศิลปกรรม เขมรได้แก่ รูปแบบหลัง กำแพงแก้ว ซุ้มประตูแก้ว
4 ศิลปกรรมยุโรป ได้แก่ เสาแบบโคเธียล, โดมหลังคาโรงเรียนบาลีนักธรรมวินัย, การวาดภาพรูปชาวต่างประเทศล้อมรอบใต้ชายหลังคาด้านนอกอุโบสถ
 
 
 
ในปี พ.ศ. 2475 เจ้าพระยาอภัยภูเบศรได้รื้อ อาคารโรงเรียน หนังสือไทยหลังเดิม แล้วสร้าง โรงเรียนบาลีธรรมวินัยและหนังสือไทยเป็นอาคาร ตามแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก โรงเรียนแห่งนี้ จัดได้ว่าเป็นโรงเรียนปริยัติธรรมแห่งแรกของจังหวัดปราจีนบุรี และภายหลัง จึงได้รับพระราชทานนาม โรงเรียนว่าโรงเรียนอภัยพิทยาคาร
ภายในวัดมีความร่มรื่นติดริมน้ำปางปะกง ทางวัดจัดสถานที่นั่งพักผ่อนริมน้ำและมีท่าน้ำขึ้นมายังวัดเพื่อเป็นท่าขึ้นเรือประจำวัด เราสามารถเดินทางท่องเที่ยวทางเรือได้อีกกิจกรรม มีแพลอยน้ำขนาดใหญ่ซึ่งเป็นเขตอภัยทาน และเป็นสถานที่ทำบุญปล่อยปลาสำหรับคนที่เข้ามาทำบุญที่วัด
นอกจากมีอุโบสถที่สายงามแปลกตาแล้วภายในศาลาวัดยังประดิษฐานพระรัตนสุวรรณ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทองคำทั้งองค์ทรงเครื่อง สวยงามและเก่าแก่สร้างตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็นพุทธรูปที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ที่มีประชาชนมากมายให้ความเคารพศรัทธา ที่ต่างเข้าไปเยี่ยมชมบารมีและความสวยงามพร้อมกับกราบไหว้สักการบูชา เพื่อเป็นมิ่งมงคลให้กับตนเอง ในทุก ๆวัน
 
 
 
 
นอกเหนือจากความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์ ความเป็นมาและสิ่งก่อสร้างแล้ว และด้วยความสำคัญของวัดนี้ทางด้านศิลปกรรม ประวัติศาสตร์ ความเป็นมาและการเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาที่สำคัญของจังหวัดปราจีนบุรี กรมศิลปากรจึงได้ขึ้นทะเบียน วัดนี้เป็นโบราณสถาน ของชาติ ในปี พ.ศ. 2533 
หลังจากที่เราไปชมอุโบสถสี่แผ่นดินกันจนเต็มอิ่มที่วัดแก้วพิจิตรแล้ว เราก็เดินทางมายังศาลหลักเมืองปราจีนบุรีโดยใช้ถนนเรียบแม่น้ำบางปะกง ย้อยกลับมาประมาณ 2 กิโลเมตร ศาลหลักเมืองนั้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และมีสำคัญประจำจังหวัดทุก ๆ จังหวัดของเมืองไทย ที่ประชาชนในท้องถิ่นและประชาชนทั่วไปต่างให้ความเรารพศรัทธา เข้ามากราบไหว้ขอพรเพื่อเป็นสิริมงคลให้กับตนเอง การมีเสาหลักเมืองประจำจังหวัดนั้นถือเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีที่สืบทอดกันมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน และเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การเคารพนับถือเป็นอย่างยิ่ง
 
ที่วัดแก้วพิจิตรถือว่าเป็นวัดที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดปราจีนบุรี นอกจากมีพระอุโบสถที่เป็นสถาปัตยกรรม ร่วมสมัยผสมผสานจากสี่ประเทศเข้าด้วยกันได้อย่างสวยงามแล้ว  ที่วัดแก้วพิจิตรแห่งนี้ยังเป็นแหล่งความรู้ ซึ่งอุดมไปด้วยร่องรอยทาง ประวัติศาสตร์และโบราณคดี เป็นที่พึ่งทางจิตใจ และสอนจิตใจด้วยพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ เป็นแหล่งเผยแพร่ พระพุทธศาสนา และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่สำคัญของจังหวัดปราจีนบบุรี
 
 
 
วัดแก้วพิจิตร  ตั้งอยู่ที่ ถนนแก้วพิจิตร ต.หน้าเมือง บริเวณริมฝั่งด้านขวาของแม่น้ำบางปะกง ในเขตเทศบาลเมืองปราจีนบุรี ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศตะวันออกประมาณ 2 กิโลเมตร สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร.   037-21 2795 เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30-17.00 น.
 
          การเดินทาง มายังวัดแก้วพิจิตร  เดินทางเข้ามายังตัวเมือง จากนั้นใช้เส้นทาง หมายเลข 3071 หรือถนน ราษฎรดำริ ตรงเข้ามายังศาลากลางจังหวัดก่อนข้ามสะพานเข้าไปยังศาลากลางให้เลี้ยวซ้ายไปตามถนนแก้วพิจิตรเลียบแม่น้ำบางปะกงไปประมาณ 2 กิโลเมตร วัดตั้งอยู่ทางขวามือติดฝั่งแม่น้ำ มีป้ายบอกชัดเจน หลังจากนั้นก็เดินทางย้อนกลับมา ประมาณ 1 กิโลเมตร ทางเลียบแม่น้ำดังเดิมเพื่อไหว้ศาลพระหลักเมือง
 
 

อ่านต่อ...