แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แหล่งท่องเที่ยวภาคกลาง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แหล่งท่องเที่ยวภาคกลาง แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ชมโบสถ์สี่แผ่นดิน ที่วัดแก้วพิจิตร ปราจีนบุรี


วัดแก้วพิจิตร เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2422 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งอยู่ บนริมฝั่งขวาของแม่น้ำปราจีนบุรีหรือแม่น้ำบางปะกง ห่างจากตัวเมือง ไปทางทิศตะวันออก สร้างขึ้นโดยนางประมูลโภคา หรือนางแก้ว  ประสังสิต เศรษฐีนีแห่งเมืองปราจีน ภริยาของขุนประมูลภักดี สร้างขึ้นเพื่อใช้ใน การทำบุญตักบาตร ถือศีลฟังธรรมโดยมีผู้ร่วมกัน บริจาคที่ดิน แรงงานและทุนทรัพย์ ในการก่อสร้าง สิ่งก่อสร้างในระยะแรก ประกอบด้วย ศาลาการเปรียญ หอสวดมนต์ กุฎี พระอุโบสถ ศาลาท่าน้ำและเรือนแพ


ต่อมาเมื่อเจ้าพระยาอภัยภูเบศรได้อพยพครอบครัวจากเมืองพระตะบองมาอยู่ที่ปราจีนบุรี ท่านก็ได้อุปถัมภ์วัดนี้ โดยการบูรณปฏิสังขรณ์ ตลอดจนการสร้างเสนาสนะทั้งที่สร้างขึ้นใหม่และสร้างทดแทนของเก่า เช่น ในปี พ.ศ. 2451 ได้สร้างศาลาธรรมสังเวช และเมรุเผาศพ อย่างละ 1 หลัง ต่อมาในปี พ.ศ. 2457 เมื่อเจ้าพระยาอภัยภูเบศรสร้างโรงเรียน ศาลา เมรุ จึงได้ถูกรื้อไปจนหมดสิ้น
 

 
 
 
ในปี พ.ศ. 2461 เจ้าพระยาภูเบศรได้รื้อพระอุโบสถหลังเก่าซึ่งชำรุดแล้วสร้างพระอุโบสถ หลังใหม่ขึ้นแทนที่ พระอุโบสถหลังใหม่นี้มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานกันระหว่างศิลปะไทย จีน เขมร และยุโรป พระอุโบสถ ที่ฝาผนังด้านนอกมีภาพปูนปั้นตัวละคร ในเรื่องรามเกียรติ์ มีเสาแบบกรีก ด้านนอกหัวเสาเป็นแบบโครินเธียล ที่มีความงดงามแปลกตา และหาดูได้ยากยิ่ง 
การสร้างอุโบสถภายในวัดถือว่าต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมากเพราะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธ์จึงมีการสร้างที่สวยงามวิจิตรและยิ่งใหญ่ ตามศิลปะแบบอย่างไทย นอกจากศิลปะแบบอย่างไทยแล้วก็ยังมีการนำศิลปะจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาประกอบและพัฒนาจนกลายเป็นสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานได้อย่างลงตัว  ดังเช่นอุโบสถ ที่วัดแก้วพิจิตร แห่งเมืองปราจีนบุรี ที่สร้างขึ้นโดยได้นำศิลปกรรมผสมผสานระหว่าง ไทย,จีน,เขมร,ยุโรป เข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์ โดดเด่นสวยงามและมีความแปลกแตกต่าง จนกลายเป็นอุโบสถ สี่แผ่นดิน
 
 
 
 
พระอุโบสถหลังนี้เป็นอาคารเครื่องก่อ ขนาด 5 ห้อง มีเฉลียงรอบ หลังคามุงกระเบื้อง มีหลังคามุขประเจิด และหลังคาเฉลียงรอบ 2 ชั้น เครื่องลำยอง เป็นปูนลงรักประดับหน้าบันปูนปั้นเขียนสี มีลายปูนปั้นเป็นภาพวิมานพระอินทร์กลางลายพันธ์พฤกษา ขอบล่างของหน้าบันเป็นลายกระจังลายสาหร่ายรวงผึ้ง เสาหน้ามุขประเจิดเป็นลายปูนปั้นรูปมังกรข้างละ 1 ตัว
         ผนังพระอุโบสถด้านนอก ฉาบปูนเรียบที่ซุ้มประตูหน้าต่างทำเป็นลายก้านขด ระหว่างประตูเข้าด้านหน้าและด้านหลังทำเป็นลาย ปูนปั้นเล่าเรื่องรามเกียรติ์ ผนังตอนบนใต้ชายคาเป็นภาพจิตรกรรมแบบตะวันตก เป็นลายเครื่องแขวน มีภาพเหมือนบุคคลหญิงชายชาวต่างประเทศครึ่งตัวอยู่ในครึ่งวงกลม เฉลียงรอบพระอุโบสถมีเสารองรับชายคาอุโบสถทั้งสี่ด้าน  เป็นเสากรีกแบบกลมเซาะร่องลูกพุกโดยรอบ หัวเสาใบผักกาดตามแบบตะวันตก รอบพระอุโบสถ มีซุ้มเสมาและกำแพงแก้วล้อมรอบ ผนังกำแพงเป็น ลายดอกไม้ในวงกลมหัวเสากำแพงตั้งกระถางต้นไม้ กึ่งกลางระหว่างกำแพงแก้ว มีซุ้มประตู ยอดซุ้มประดับลายปูนปั้นรูปหน้ากาก ดอกไม้ และนาฬิกาที่ผนังภายในพระอุโบสถมีพระพุทธรูปปูนปั้นประทับยืนติดอยู่ที่ผนังด้านตะวันตก พระพุทธรูปองค์นี้ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้รวบรวมชิ้นส่วนของพระประธานในโบสถ์เดิมมาดัดแปลงขึ้นใหม่ ซึ่งถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก
 
 
 
ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระประธาน พระนามว่า  พระปางประธานอภัย    ที่ฐานพระบรรจุอัฐิของเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเอาไว้ด้วย เป็นพระพุทธรูปนั่งทำปางลักษณะค่อนข้างแปลก เรียกว่าปางประทานพระอภัย มีความสวยงามแปลกตาและเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์อีกองค์หนึ่งแห่งเมืองปราจีนบุรีทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้พระอุโบสถเป็นหอไตร เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น สร้างเชื่อมกันกับหอระฆัง หลังคาปีกนกประดับช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ ส่วนหอระฆัง เป็นหลังคาทรงมณฑป
ศิลปะที่นำมาประกอบในการสร้างอุโบสถ ประกอบไปด้วย
1 ศิลปกรรมไทย ได้แก่ รูปแบบแผนผังอุโบสถ, ช่อฟ้า, ใบระกา, หางหงส์, บานประตูหน้าต่าง ลงรักปิดทองเป็นทวารบาน
2 ศิลปกรรมจีน ได้แก่ รูปปั้นมังกรเขียวหน้าจั่ว, หลังคาลายมังกร, ราวบันไดขึ้นอุโบสถ
3 ศิลปกรรม เขมรได้แก่ รูปแบบหลัง กำแพงแก้ว ซุ้มประตูแก้ว
4 ศิลปกรรมยุโรป ได้แก่ เสาแบบโคเธียล, โดมหลังคาโรงเรียนบาลีนักธรรมวินัย, การวาดภาพรูปชาวต่างประเทศล้อมรอบใต้ชายหลังคาด้านนอกอุโบสถ
 
 
 
ในปี พ.ศ. 2475 เจ้าพระยาอภัยภูเบศรได้รื้อ อาคารโรงเรียน หนังสือไทยหลังเดิม แล้วสร้าง โรงเรียนบาลีธรรมวินัยและหนังสือไทยเป็นอาคาร ตามแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก โรงเรียนแห่งนี้ จัดได้ว่าเป็นโรงเรียนปริยัติธรรมแห่งแรกของจังหวัดปราจีนบุรี และภายหลัง จึงได้รับพระราชทานนาม โรงเรียนว่าโรงเรียนอภัยพิทยาคาร
ภายในวัดมีความร่มรื่นติดริมน้ำปางปะกง ทางวัดจัดสถานที่นั่งพักผ่อนริมน้ำและมีท่าน้ำขึ้นมายังวัดเพื่อเป็นท่าขึ้นเรือประจำวัด เราสามารถเดินทางท่องเที่ยวทางเรือได้อีกกิจกรรม มีแพลอยน้ำขนาดใหญ่ซึ่งเป็นเขตอภัยทาน และเป็นสถานที่ทำบุญปล่อยปลาสำหรับคนที่เข้ามาทำบุญที่วัด
นอกจากมีอุโบสถที่สายงามแปลกตาแล้วภายในศาลาวัดยังประดิษฐานพระรัตนสุวรรณ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทองคำทั้งองค์ทรงเครื่อง สวยงามและเก่าแก่สร้างตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็นพุทธรูปที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ที่มีประชาชนมากมายให้ความเคารพศรัทธา ที่ต่างเข้าไปเยี่ยมชมบารมีและความสวยงามพร้อมกับกราบไหว้สักการบูชา เพื่อเป็นมิ่งมงคลให้กับตนเอง ในทุก ๆวัน
 
 
 
 
นอกเหนือจากความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์ ความเป็นมาและสิ่งก่อสร้างแล้ว และด้วยความสำคัญของวัดนี้ทางด้านศิลปกรรม ประวัติศาสตร์ ความเป็นมาและการเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาที่สำคัญของจังหวัดปราจีนบุรี กรมศิลปากรจึงได้ขึ้นทะเบียน วัดนี้เป็นโบราณสถาน ของชาติ ในปี พ.ศ. 2533 
หลังจากที่เราไปชมอุโบสถสี่แผ่นดินกันจนเต็มอิ่มที่วัดแก้วพิจิตรแล้ว เราก็เดินทางมายังศาลหลักเมืองปราจีนบุรีโดยใช้ถนนเรียบแม่น้ำบางปะกง ย้อยกลับมาประมาณ 2 กิโลเมตร ศาลหลักเมืองนั้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และมีสำคัญประจำจังหวัดทุก ๆ จังหวัดของเมืองไทย ที่ประชาชนในท้องถิ่นและประชาชนทั่วไปต่างให้ความเรารพศรัทธา เข้ามากราบไหว้ขอพรเพื่อเป็นสิริมงคลให้กับตนเอง การมีเสาหลักเมืองประจำจังหวัดนั้นถือเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีที่สืบทอดกันมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน และเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การเคารพนับถือเป็นอย่างยิ่ง
 
ที่วัดแก้วพิจิตรถือว่าเป็นวัดที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดปราจีนบุรี นอกจากมีพระอุโบสถที่เป็นสถาปัตยกรรม ร่วมสมัยผสมผสานจากสี่ประเทศเข้าด้วยกันได้อย่างสวยงามแล้ว  ที่วัดแก้วพิจิตรแห่งนี้ยังเป็นแหล่งความรู้ ซึ่งอุดมไปด้วยร่องรอยทาง ประวัติศาสตร์และโบราณคดี เป็นที่พึ่งทางจิตใจ และสอนจิตใจด้วยพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ เป็นแหล่งเผยแพร่ พระพุทธศาสนา และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่สำคัญของจังหวัดปราจีนบบุรี
 
 
 
วัดแก้วพิจิตร  ตั้งอยู่ที่ ถนนแก้วพิจิตร ต.หน้าเมือง บริเวณริมฝั่งด้านขวาของแม่น้ำบางปะกง ในเขตเทศบาลเมืองปราจีนบุรี ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศตะวันออกประมาณ 2 กิโลเมตร สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร.   037-21 2795 เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30-17.00 น.
 
          การเดินทาง มายังวัดแก้วพิจิตร  เดินทางเข้ามายังตัวเมือง จากนั้นใช้เส้นทาง หมายเลข 3071 หรือถนน ราษฎรดำริ ตรงเข้ามายังศาลากลางจังหวัดก่อนข้ามสะพานเข้าไปยังศาลากลางให้เลี้ยวซ้ายไปตามถนนแก้วพิจิตรเลียบแม่น้ำบางปะกงไปประมาณ 2 กิโลเมตร วัดตั้งอยู่ทางขวามือติดฝั่งแม่น้ำ มีป้ายบอกชัดเจน หลังจากนั้นก็เดินทางย้อนกลับมา ประมาณ 1 กิโลเมตร ทางเลียบแม่น้ำดังเดิมเพื่อไหว้ศาลพระหลักเมือง
 
 

อ่านต่อ...

วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ตลาดบ้านใหม่ร้อยปี อาหารอร่อย แหล่งชุมชนโบราณของเมืองแปดริ้ว


จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นอีกจังหวัดที่มีชุมชนโบราณในหลายแห่งที่ยังคงสภาพความเป็นอยู่แบบไม่เปลี่ยนแปลง ชาวแปดริ้วและชุมชนต่าง ๆ ได้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์บ้านเรือนเก่า ๆ ที่สวยงามและมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์มากมายเอาไว้  จากความเป็นอยู่ของชุมชนในตลาดบ้านใหม่ เป็นแหล่งรวมอาหารอร่อยเมนูแบบโบราณ ๆ มากมายจริง ๆ ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ทางวัฒนธรรมของจังหวัดฉะเชิงเทรา อีกแห่งหนึ่ง

           ทริปนี้เราจึงพามาเที่ยวกินของอร่อยที่ตลาดบ้านใหม่ เป็นตลาดเก่าแก่ร้อยปี เป็นตลาดที่มีมนต์เสน่ห์ด้วยร้านค้าห้องแถวแบบโบราณดั้งเดิม ราวได้ย้อนอดีตไปเมื่อร้อยปีที่แล้ว  มีเหล่าอาแป๊ะอาม่าทั้งหลายที่ออกมาสรรสร้างเมนูอร่อยโบราณต่าง ๆมากมาย ซึ่งหากินได้ยากในปัจจุบันให้สำหรับคนที่แวะเข้าเยี่ยมตลาดได้ลิ้มลองกันอย่างจุใจ  พร้อมสัมผัสกับวิถีชีวิตของชุมชนโบราณริมน้ำบางปะกงที่แสนจะน่ารัก






          ตลาดบ้านใหม่ เป็นตลาดเก่าอายุกว่า 100 ปี พิจารณาจากหลักฐานที่ปรากฏในจดหมายเหตุ พระราชกิจรายวันในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จ.ศ. 1269 (พ.ศ. 2450) ได้เสด็จมาที่ตลาดบ้านใหม่เมื่อวันเสาร์ เดือนยี่แรมแปดค่ำ ทรงทอดพระเนตรตลาดไปจนสุดตลาด  เป็นชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีน เมื่ออดีตสถานที่แห่งนี้มีความคับคั่งด้วยผู้คนที่มาประกอบอาชีพค้าขาย รวมทั้งเป็นจุดแลกเปลี่ยนสินค้าสำคัญของจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งจะดูได้จากอาคารบ้านเรือนที่ปลูกสร้างติด ๆ กัน และอยู่ชิดริมน้ำแทบทุกหลัง เมื่อปี 2547 ชุมชนบ้านใหม่พร้อมใจฟื้นฟูตลาดชุมชนอายุกว่า 100 ปี แห่งนี้ เปิด ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดฉะเชิงเทรา และให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมวิถีชีวิตย้อนยุค เลือกชิมเลือกซื้ออาหารรสชาติดี ที่หากินได้ยาก ตลาดบ้านใหม่เปิดให้เที่ยวชมเฉพาะ ในช่วงวันเสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุด นักขัตฤกษ์  ในตลาดบ้านใหม่ มีร้านค้าร้านขายจำนวนหนาแน่นที่เข้ามาสรรสร้างเมนูอร่อยของเมืองแปดริ้วมากมายกว่าร้อยเมนูเลยทีเดียว ให้สำหรับคนที่เข้ามาเยี่ยมเยือนได้ลิ้มลองกัน และในวันหยุดสุดสัปดาห์จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวที่ตลาดบ้านใหม่เป็นจำนวนมาก ทำให้ตลาดบ้านใหม่เต็มไปด้วยสีสันและความคึกคักครื้นเครง     

เมื่อได้มาเที่ยวที่ตลาดบ้านใหม่ ทำให้หวนคิดว่าแม้ว่าวันเวลาผ่านพ้นไปนานเป็นร้อยปีแต่ความสำคัญของตลาดริมน้ำแห่งนี้ก็ยังคงดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว ของอาคารห้องแถวที่มีอายุยาวนานมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ห้องแถวในตลาดบ้านใหม่มีมากกว่า 60 ห้อง ยังคงเป็นบ้านไม้แบบโบราณทั้งหมดประตูไม้พับมีช่องทางเดินตรงกลางลักษณะหน้าบ้านหันหน้าเข้าหากัน ภายในชุมชนตลาดก็ยังมีคนรุ่นคุณปู่คุณย่าอาศัยพำนักอยู่ และยังคงรักษาวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมไว้อย่างน่ายกย่องเป็นภาพวิถีชีวิต ที่คอยบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆในอดีต ให้กับผู้มาเยือนได้เห็นเป็นอย่างดี





           ที่ตลาดบ้านใหม่เมืองแปดริ้ว สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นแหล่งอาหารอร่อย ขนมและของขบเคี้ยวนานาชนิด ถือเป็นที่รวมอาหารรสเด็ดของแปดริ้ว ทั้งอาหารจีน อาหารไทย ที่มีรสชาติดีสูตรแบบดั้งเดิม และที่สำคัญที่สุดคือราคาไม่แพง โดยจะเน้นหนักไปทางก๋วยเตี๋ยว ขนมต่าง ๆ และของกินเล่นอีกมากมาย อาทิเช่น ร้านขนมกะลอจิ๊ ขนมกง ซึ่งหากินได้ไม่ง่ายในทุกวันนี้เป็นขนมที่ขายกันในโรงงิ้วเมื่อสมัยก่อน ขนมถุงทอง ,ขนมกวยสามรส ,ก๋วยเตี๋ยวหลอดตำรับจีนโบราณ, ไข่ระเบิดคือเอาไข่สามอย่างคือไข่ต้ม ไข่เค็ม ไข่เยี่ยวม้ามาหุ้มด้วยแป้งทอดมันแล้วนำไปทอดสีสันสวยงามรสชาติเยี่ยมเป็นอีกหนึ่งเมนูที่น่าเข้าไปชิม ,กวยจั๊บน้ำใสน้ำข้น,ก๋วยเตี๋ยวปากหม้อ 14  ไส้ที่ทำให้กินกันแบบร้อน ๆ จากเตาสั่งได้ตามใจชอบเป็นอีกหนึ่งเมนูที่น่าแวะเข้าไปชิมอย่างยิ่งครับ,ผัดไทยโบราณที่ใช้เส้นเล็กผัดรวมกับเครื่องต่าง ๆมากมายรสชาติเข้มข้น,ข้าวห่อใบบัวเป็นเมนูสุขภาพที่มีรสชาติเยี่ยมมีให้เลือกมากมายหลายหน้าเช่นหน้าหมูแดงไก่กระเทียม,หน้ากระดูกอ่อน,หน้ากุ้งน้ำแดง,หน้าซีฟู้ด,หน้ารวม,หน้าหมึกผัดไข่เค็ม เป็นอีกเมนูเด็ดประจำตลาดบ้านใหม่ที่ต้องเข้าไปชิมให้ได้,ห่อหมกปลากายใบจากโดยใช้ใบจากมาเป็นหีบห่อน่ารักและรสชาติดีเลิศหอมใบจากสุด ๆ ,ร้านกาแฟโบราณรสชาติเข้มข้นหอมหวาน,น้ำดื่มเพื่อสุขภาพเช่น น้ำรากบัว น้ำจับเลี้ยง น้ำหล่อฮั้งก๊วย และมีอาหารหารกินอีกมากมายให้เราได้เลือกชิม นอกจากนั้นยังเป็นแหล่งสินค้าของฝากและของที่ระลึกเมืองแปดริ้วให้เราได้เลือกชมเลือกซื้ออีกด้วย 





                 
ชุมชนตลาดบ้านใหม่ตั้งอยู่ที่ ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา เปิดให้บริการแบบเต็มรูปแบบ ในวันเสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุด นักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เช้าจนเย็น ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 038-515186, 089-2513923  นอกจากนี้ตลาดบ้านใหม่ตั้งอยู่ในตัวเมืองฉะเชิงเทราใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายแห่งของจังหวัดฉะเชิงเทราเราสามารถเดินทางไปเที่ยวต่อได้แบบสบาย เช่น วัดโสธรวราราม,ปติมากรรมทายระดับโลก,กิจกรรมล่องเรือชมแม่น้ำบางปะกง,วัดจีนประชาสโมสร ,ตลาดร้อยปีคลองสวน เดินทางท่องเที่ยวกันได้ในหลายรูปแบบ 


 การเดินทางมายังตลาดบ้านใหม่ ทางรถยนต์เดินทางเข้ามายังตัวเมืองโดยใช้เส้นทางถนนเรียบริมแม่น้ำบางปะกงจากวัดโสธร เข้าถนน มรุพงษ์ ผ่านศาลากลาง เข้าสู่ถนนชุมพลตรงไปประมาณ 3 กิโลเมตร เข้าสู่ถนนศุภกิจ ผ่านเจ้าแม่กวนอิมลอยน้ำไป ตลาดตั้งอยู่ทางขวามือ มีป้ายบอกตลอดการเดินทางครับ หรือสอบถามชาวแปดริ้วก็ได้เขารู้จักหมด

          เดินทางโดยรถประจำทาง โดยมีรถโดยสารประจำทางปรับอากาศออกจากสถานีขนส่งสายเหนือหรือหมอชิตใหม่ในทุก ๆวัน สายกรุงเทพ-ฉะเชิงเทรา   เดินทางไปลงยังขนส่งฉะเชิงเทราแล้วใช้บริการรถท้องถิ่นเข้าไปยังตลาดบ้านใหม่ ได้เลย

          เดินทางโดยรถไฟ มีรถไปบริการออกจากสถานีหัวลำโพงไปฉะเชิงเทราทุกวัน วันละ11 ขบวนพอถึงเมืองฉะเชิงเทราก็ใช้บริการรถท้องถิ่นเข้าไปยังตลาดบ้านใหม่ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 1690 

 


ที่มา http://www.dooasia.com อ่านต่อ...

รู้จักภาคกลางก่อนไปเที่ยว

วัดในพระนครศรีอยุธยา, พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ (พระราชวังบางปะอิน), วัดมหาธาตุ
ภาคกลางเป็นดินแดนที่ราบลุ่มซึ่งมากมายด้วยท้องนาและเรือกสวน พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ สมฉายา “อู่ข้าวอู่น้ำของประเทศไทย” มีโบราณสถานมากมาย บ่งบอกถึงการเป็นเมืองเก่าแสนรุ่งเรือง ซึ่งส่งต่อประเพณีวัฒนธรรมงดงามมาจนถึงทุกวันนี้ อีกทั้งยังมีภาพวิถีชีวิตสงบง่าย ชวนให้ไปเยือนในทุกฤดูกาล

พื้นที่ ภาคกลาง เป็นที่ราบลุ่มกว้างใหญ่ เป็นศูนย์รวมของแม่น้ำสายสำคัญหลายสาย ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา ป่าสัก แม่กลอง ท่าจีน แควน้อย แควใหญ่ ฯลฯ พื้นที่แถบนี้จึงอุดมสมบูรณ์ เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศ ประชากรส่วนใหญ่ ประกอบอาชีพ เกษตรกรรม ทำนาปลูกข้าว มีสวนผลไม้ และทำไร่ นอกจากนี้ยังมี กิจการปศุสัตว์ เลี้ยงโคพันธุ์เนื้อพันธุ์นม มีฟาร์มไก่ และเลี้ยงปลา ส่วนจังหวัดที่อยู่ติดชายทะเลก็ทำการประมง และนาเกลือ รวมไปถึงอาชีพรับจ้างในโรงงาน อุตสาหกรรม กิจการพาณิชย์ รับราชการ และงานหัตถศิลป์อีกมากมาย

ตลาดน้ำดำเนินสะดวกจากเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ได้กล่าวว่า ภาคกลาง เป็นดินแดนแห่งอารยธรรมที่สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยทวารวดี เมื่อ พุทธศตวรรษที่ 11-16 ยุคที่ชนชาติมอญ ครอบครองดินแดนแถบนี้ จากนั้นราวพุทธศตวรรษที่ 16-18 ชนชาติขอมหรือ เขมรก็เข้ามาเรืองอำนาจ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ลพบุรี และขยายอาณาเขตออก ไปยังจังหวัดสุพรรณบุรี เพชรบุรี และสิงห์บุรี 

เมื่อ พ.ศ.1893 พระเจ้าอู่ทองทรงสร้างเมืองขึ้นแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งต่อมาได้ย้ายราชธานีมาอยู่ที่บริเวณตำบล หนองโสนหรือบึงพระราม นับตั้งแต่นั้น มากรุงศรีอยุธยาก็เจริญรุ่งเรืองเป็นบึกแผ่น มีการขยายอาณาเขตและติดต่อ ค้าขายกับชาวตะวันตก ได้แก่ โปรตุเกส ฝรั่งเศส ฮอลันดา และอังกฤษ รวมถึง การรับอารยธรรมตะวันตกด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะศาสนาคริสต์ ก็ได้เข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทยเป็นครั้งแรกในดินแดนแถบนี้

ด้วยความที่เป็นแหล่งอารยธรรมเก่าแก่ มีประชากรหลายเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ จึงก่อให้เกิดงานศิลป์ผสมผสานที่งดงาม ตามวัดวาอารามต่างๆ เป็นมรดกของประเทศ สืบทอดมาถึงลูกหลานในปัจจุบัน และบางแห่งทรงคุณค่าจนได้รับการ ยกย่องให้เป็นมรดกของโลกที่ต้องรักษาไว้ชื่นชมร่วมกันตราบนานเท่านาน อีกทั้งวัฒนธรรม ประเพณีและการละเล่นต่างๆ ซึ่งยังคงมีให้ชมได้ในหลายพื้นที่ของจังหวัดใน ภาคกลาง เช่น ระบำชาวไร่ เพลงพวงมาลัย เพลงฉ่อย เพลงอธิษฐาน เพลงเหย่ย เพลงแม่ศรี เพลงเต้นกำรำเคียว เพลงลำตัด เพลงปรบไก่ เพลงอีแซว กลองยาว และลิเก เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการแสดงในราชสำนักที่ภายหลังได้นำออกเผยแพร่ทั่วไป เช่น โขน ละคร หนังใหญ่ หุ่นกระบอก และดนตรีไทย 

เนื่องจากบรรพบุรุษของไทยในดินแดนนี้ เป็นนักรบที่กล้าหาญ มีความรู้ความสามารถ ฉลาดหลักแหลม มีปฏิภาณ ไหวพริบดี จึงรู้คิดค้นปรับเปลี่ยนท่วงท่าการต่อสู้ จนกลายเป็นศิลปะป้องกันตัวที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศ ได้แก่ การฟันดาบ กระบี่กระบอง และการชกมวย 

นอกจากนี้สภาพภูมิประเทศของ ภาคกลาง ยังเอื้ออำนวยต่อกิจกรรมทางการท่องเที่ยวมากมาย ได้แก่ ภูเขาใหญ่น้อย หลายแห่ง ซึ่งเป็นที่ตั้งของถ้ำอันสวยงาม มีพื้นที่ป่าชุ่มชื้นเป็นต้นน้ำลำธารที่ไหลรวมเป็นน้ำตก มีเกาะแก่งกลางลำน้ำ และ ด้วยเหตุผลที่ ภาคกลาง เป็นที่ตั้งของเมืองหลวง คือ กรุงเทพมหานคร จึงเป็น ศูนย์กลางการคมนาคมที่สำคัญของประเทศ 
 
ทิวทัศน์ยามค่ำคืนของกรุงเทพมหานคร
กรุงเทพมหานครริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา


อ่านต่อ...