แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปราจีนบุรี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปราจีนบุรี แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ชมโบสถ์สี่แผ่นดิน ที่วัดแก้วพิจิตร ปราจีนบุรี


วัดแก้วพิจิตร เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2422 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งอยู่ บนริมฝั่งขวาของแม่น้ำปราจีนบุรีหรือแม่น้ำบางปะกง ห่างจากตัวเมือง ไปทางทิศตะวันออก สร้างขึ้นโดยนางประมูลโภคา หรือนางแก้ว  ประสังสิต เศรษฐีนีแห่งเมืองปราจีน ภริยาของขุนประมูลภักดี สร้างขึ้นเพื่อใช้ใน การทำบุญตักบาตร ถือศีลฟังธรรมโดยมีผู้ร่วมกัน บริจาคที่ดิน แรงงานและทุนทรัพย์ ในการก่อสร้าง สิ่งก่อสร้างในระยะแรก ประกอบด้วย ศาลาการเปรียญ หอสวดมนต์ กุฎี พระอุโบสถ ศาลาท่าน้ำและเรือนแพ


ต่อมาเมื่อเจ้าพระยาอภัยภูเบศรได้อพยพครอบครัวจากเมืองพระตะบองมาอยู่ที่ปราจีนบุรี ท่านก็ได้อุปถัมภ์วัดนี้ โดยการบูรณปฏิสังขรณ์ ตลอดจนการสร้างเสนาสนะทั้งที่สร้างขึ้นใหม่และสร้างทดแทนของเก่า เช่น ในปี พ.ศ. 2451 ได้สร้างศาลาธรรมสังเวช และเมรุเผาศพ อย่างละ 1 หลัง ต่อมาในปี พ.ศ. 2457 เมื่อเจ้าพระยาอภัยภูเบศรสร้างโรงเรียน ศาลา เมรุ จึงได้ถูกรื้อไปจนหมดสิ้น
 

 
 
 
ในปี พ.ศ. 2461 เจ้าพระยาภูเบศรได้รื้อพระอุโบสถหลังเก่าซึ่งชำรุดแล้วสร้างพระอุโบสถ หลังใหม่ขึ้นแทนที่ พระอุโบสถหลังใหม่นี้มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานกันระหว่างศิลปะไทย จีน เขมร และยุโรป พระอุโบสถ ที่ฝาผนังด้านนอกมีภาพปูนปั้นตัวละคร ในเรื่องรามเกียรติ์ มีเสาแบบกรีก ด้านนอกหัวเสาเป็นแบบโครินเธียล ที่มีความงดงามแปลกตา และหาดูได้ยากยิ่ง 
การสร้างอุโบสถภายในวัดถือว่าต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมากเพราะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธ์จึงมีการสร้างที่สวยงามวิจิตรและยิ่งใหญ่ ตามศิลปะแบบอย่างไทย นอกจากศิลปะแบบอย่างไทยแล้วก็ยังมีการนำศิลปะจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาประกอบและพัฒนาจนกลายเป็นสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานได้อย่างลงตัว  ดังเช่นอุโบสถ ที่วัดแก้วพิจิตร แห่งเมืองปราจีนบุรี ที่สร้างขึ้นโดยได้นำศิลปกรรมผสมผสานระหว่าง ไทย,จีน,เขมร,ยุโรป เข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์ โดดเด่นสวยงามและมีความแปลกแตกต่าง จนกลายเป็นอุโบสถ สี่แผ่นดิน
 
 
 
 
พระอุโบสถหลังนี้เป็นอาคารเครื่องก่อ ขนาด 5 ห้อง มีเฉลียงรอบ หลังคามุงกระเบื้อง มีหลังคามุขประเจิด และหลังคาเฉลียงรอบ 2 ชั้น เครื่องลำยอง เป็นปูนลงรักประดับหน้าบันปูนปั้นเขียนสี มีลายปูนปั้นเป็นภาพวิมานพระอินทร์กลางลายพันธ์พฤกษา ขอบล่างของหน้าบันเป็นลายกระจังลายสาหร่ายรวงผึ้ง เสาหน้ามุขประเจิดเป็นลายปูนปั้นรูปมังกรข้างละ 1 ตัว
         ผนังพระอุโบสถด้านนอก ฉาบปูนเรียบที่ซุ้มประตูหน้าต่างทำเป็นลายก้านขด ระหว่างประตูเข้าด้านหน้าและด้านหลังทำเป็นลาย ปูนปั้นเล่าเรื่องรามเกียรติ์ ผนังตอนบนใต้ชายคาเป็นภาพจิตรกรรมแบบตะวันตก เป็นลายเครื่องแขวน มีภาพเหมือนบุคคลหญิงชายชาวต่างประเทศครึ่งตัวอยู่ในครึ่งวงกลม เฉลียงรอบพระอุโบสถมีเสารองรับชายคาอุโบสถทั้งสี่ด้าน  เป็นเสากรีกแบบกลมเซาะร่องลูกพุกโดยรอบ หัวเสาใบผักกาดตามแบบตะวันตก รอบพระอุโบสถ มีซุ้มเสมาและกำแพงแก้วล้อมรอบ ผนังกำแพงเป็น ลายดอกไม้ในวงกลมหัวเสากำแพงตั้งกระถางต้นไม้ กึ่งกลางระหว่างกำแพงแก้ว มีซุ้มประตู ยอดซุ้มประดับลายปูนปั้นรูปหน้ากาก ดอกไม้ และนาฬิกาที่ผนังภายในพระอุโบสถมีพระพุทธรูปปูนปั้นประทับยืนติดอยู่ที่ผนังด้านตะวันตก พระพุทธรูปองค์นี้ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้รวบรวมชิ้นส่วนของพระประธานในโบสถ์เดิมมาดัดแปลงขึ้นใหม่ ซึ่งถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก
 
 
 
ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระประธาน พระนามว่า  พระปางประธานอภัย    ที่ฐานพระบรรจุอัฐิของเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเอาไว้ด้วย เป็นพระพุทธรูปนั่งทำปางลักษณะค่อนข้างแปลก เรียกว่าปางประทานพระอภัย มีความสวยงามแปลกตาและเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์อีกองค์หนึ่งแห่งเมืองปราจีนบุรีทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้พระอุโบสถเป็นหอไตร เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น สร้างเชื่อมกันกับหอระฆัง หลังคาปีกนกประดับช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ ส่วนหอระฆัง เป็นหลังคาทรงมณฑป
ศิลปะที่นำมาประกอบในการสร้างอุโบสถ ประกอบไปด้วย
1 ศิลปกรรมไทย ได้แก่ รูปแบบแผนผังอุโบสถ, ช่อฟ้า, ใบระกา, หางหงส์, บานประตูหน้าต่าง ลงรักปิดทองเป็นทวารบาน
2 ศิลปกรรมจีน ได้แก่ รูปปั้นมังกรเขียวหน้าจั่ว, หลังคาลายมังกร, ราวบันไดขึ้นอุโบสถ
3 ศิลปกรรม เขมรได้แก่ รูปแบบหลัง กำแพงแก้ว ซุ้มประตูแก้ว
4 ศิลปกรรมยุโรป ได้แก่ เสาแบบโคเธียล, โดมหลังคาโรงเรียนบาลีนักธรรมวินัย, การวาดภาพรูปชาวต่างประเทศล้อมรอบใต้ชายหลังคาด้านนอกอุโบสถ
 
 
 
ในปี พ.ศ. 2475 เจ้าพระยาอภัยภูเบศรได้รื้อ อาคารโรงเรียน หนังสือไทยหลังเดิม แล้วสร้าง โรงเรียนบาลีธรรมวินัยและหนังสือไทยเป็นอาคาร ตามแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก โรงเรียนแห่งนี้ จัดได้ว่าเป็นโรงเรียนปริยัติธรรมแห่งแรกของจังหวัดปราจีนบุรี และภายหลัง จึงได้รับพระราชทานนาม โรงเรียนว่าโรงเรียนอภัยพิทยาคาร
ภายในวัดมีความร่มรื่นติดริมน้ำปางปะกง ทางวัดจัดสถานที่นั่งพักผ่อนริมน้ำและมีท่าน้ำขึ้นมายังวัดเพื่อเป็นท่าขึ้นเรือประจำวัด เราสามารถเดินทางท่องเที่ยวทางเรือได้อีกกิจกรรม มีแพลอยน้ำขนาดใหญ่ซึ่งเป็นเขตอภัยทาน และเป็นสถานที่ทำบุญปล่อยปลาสำหรับคนที่เข้ามาทำบุญที่วัด
นอกจากมีอุโบสถที่สายงามแปลกตาแล้วภายในศาลาวัดยังประดิษฐานพระรัตนสุวรรณ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทองคำทั้งองค์ทรงเครื่อง สวยงามและเก่าแก่สร้างตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็นพุทธรูปที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ที่มีประชาชนมากมายให้ความเคารพศรัทธา ที่ต่างเข้าไปเยี่ยมชมบารมีและความสวยงามพร้อมกับกราบไหว้สักการบูชา เพื่อเป็นมิ่งมงคลให้กับตนเอง ในทุก ๆวัน
 
 
 
 
นอกเหนือจากความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์ ความเป็นมาและสิ่งก่อสร้างแล้ว และด้วยความสำคัญของวัดนี้ทางด้านศิลปกรรม ประวัติศาสตร์ ความเป็นมาและการเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาที่สำคัญของจังหวัดปราจีนบุรี กรมศิลปากรจึงได้ขึ้นทะเบียน วัดนี้เป็นโบราณสถาน ของชาติ ในปี พ.ศ. 2533 
หลังจากที่เราไปชมอุโบสถสี่แผ่นดินกันจนเต็มอิ่มที่วัดแก้วพิจิตรแล้ว เราก็เดินทางมายังศาลหลักเมืองปราจีนบุรีโดยใช้ถนนเรียบแม่น้ำบางปะกง ย้อยกลับมาประมาณ 2 กิโลเมตร ศาลหลักเมืองนั้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และมีสำคัญประจำจังหวัดทุก ๆ จังหวัดของเมืองไทย ที่ประชาชนในท้องถิ่นและประชาชนทั่วไปต่างให้ความเรารพศรัทธา เข้ามากราบไหว้ขอพรเพื่อเป็นสิริมงคลให้กับตนเอง การมีเสาหลักเมืองประจำจังหวัดนั้นถือเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีที่สืบทอดกันมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน และเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การเคารพนับถือเป็นอย่างยิ่ง
 
ที่วัดแก้วพิจิตรถือว่าเป็นวัดที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดปราจีนบุรี นอกจากมีพระอุโบสถที่เป็นสถาปัตยกรรม ร่วมสมัยผสมผสานจากสี่ประเทศเข้าด้วยกันได้อย่างสวยงามแล้ว  ที่วัดแก้วพิจิตรแห่งนี้ยังเป็นแหล่งความรู้ ซึ่งอุดมไปด้วยร่องรอยทาง ประวัติศาสตร์และโบราณคดี เป็นที่พึ่งทางจิตใจ และสอนจิตใจด้วยพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ เป็นแหล่งเผยแพร่ พระพุทธศาสนา และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่สำคัญของจังหวัดปราจีนบบุรี
 
 
 
วัดแก้วพิจิตร  ตั้งอยู่ที่ ถนนแก้วพิจิตร ต.หน้าเมือง บริเวณริมฝั่งด้านขวาของแม่น้ำบางปะกง ในเขตเทศบาลเมืองปราจีนบุรี ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศตะวันออกประมาณ 2 กิโลเมตร สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร.   037-21 2795 เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30-17.00 น.
 
          การเดินทาง มายังวัดแก้วพิจิตร  เดินทางเข้ามายังตัวเมือง จากนั้นใช้เส้นทาง หมายเลข 3071 หรือถนน ราษฎรดำริ ตรงเข้ามายังศาลากลางจังหวัดก่อนข้ามสะพานเข้าไปยังศาลากลางให้เลี้ยวซ้ายไปตามถนนแก้วพิจิตรเลียบแม่น้ำบางปะกงไปประมาณ 2 กิโลเมตร วัดตั้งอยู่ทางขวามือติดฝั่งแม่น้ำ มีป้ายบอกชัดเจน หลังจากนั้นก็เดินทางย้อนกลับมา ประมาณ 1 กิโลเมตร ทางเลียบแม่น้ำดังเดิมเพื่อไหว้ศาลพระหลักเมือง
 
 

อ่านต่อ...

เยือนถิ่นอารยธรรมทวารวดี ที่โบราณสถานเมืองศรีมโหสถ ปราจีนบุรี


เมืองศรีมโหสถเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดปราจีนบุรี เดิมนั้นชื่อว่าอำเภอโคกปีบเป็นเมืองเก่าแก่มีอายุมากกว่า 1,200  ปีหรือพุทธศตวรรษที่ 6 เป็นต้นมา  ในอดีตเคยเป็นเมืองท่าชายทะเลที่สำคัญ เป็นศูนย์กลางความเจริญทั้งด้านศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และศาสนาพุทธ  เมืองศรีมโหสถอดีตเคยเป็นเมืองโบราณขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญมากเมืองหนึ่ง  มีการพัฒนาทางศิลปวัฒนธรรมมาโดยลำดับ ตั้งแต่ก่อนพุทธสตวรรษที่ 11  เนื่องจากเป็นเมืองท่าชายทะเล จึงมีการติดต่อค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าทั้งกับจีนและอินเดีย ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมฟูนัน โดยมีหลักฐานการขุดพบลูกปัดแบบฟูนันและแบบโรมัน ซึ่งมีอายุราว พ.ศ. 600 – 800  มากมาย นอกจากนี้ยังพบภาพสลักรูปสัตว์ต่าง ๆ แบบอมราวดีพุทธศตวรรษที่ 7 – 9 ที่บริเวณสระแก้ว สระขวัญ ถือว่าเป็นเมืองโบราณที่มีอายุเก่าแก่อีกแห่งหนึ่ง

เมืองศรีมโหสถเป็นเมืองเก่าแก่แห่งหนึ่งมีมาตั้งแต่ก่อนพุทธสตวรรษที่  6   ในอดีตเคยเป็นเมืองโบราณขนาดใหญ่เป็นศูนย์กลางความเจริญทั้งด้านศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และศาสนาพุทธ ทริปนี้เราพาย้อนรอยชมเมืองโบราณขนาดใหญ่ พร้อมกับร่วมบูชาพระพุทธบาทคู่ซึ่งเป็นรอยพระพุทธบาทขนาดใหญ่ที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองไทย ที่โบราณสถานอำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี

โบราณสถานเมืองศรีมโหสถ ได้รับการเรียกขานว่าเมืองศรีวัตสปุระหรือเมืองพระรต ซึ่งก็หมายถึงเมืองเก่าศรีมโหสถนั่นเองจากการขุดข้นเมืองแห่งนี้ ได้พบว่ามีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมค่อนข้างรี ตรงขอบมุมของคูเมืองมี 4 ด้าน โค้งมน มีคันดินและคูน้ำล้อมรอบขนาดของเมืองกว้าง 700 เมตรยาว 1,550 เมตร เนื้อที่ภายในเมืองกว้างขวางมาก มีโบราณสถานเป็นสระน้ำกระจัดกระจายอยู่ไปทั่วกว่า 100 แห่ง สันนิษฐานว่าเป็นเมืองในสมัยทวารวดี หลักฐานส่วนใหญ่ที่พบมักจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนาพราหมณ์และฮินดู อาทิเช่นเทวาลัย เทวรูป และ ศิวลึงค์
โบราณสถานที่สำคัญในเมืองศรีมโหสถประกอบไปด้วย กลุ่มโบราณสถานกลางเมืองอายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 เป็นหมู่เทวาลัยฐานก่อด้วยศิลาแลง ด้านบนก่อด้วยอิฐภูเขาทองเป็นพระเจดีย์รูปกลม ลักษณะเหมือนโถคว่ำสมัยทวารวดี เทวาลัยรูปสีเหลี่ยมพื้นผ้าก่อด้วยศิลาแลงราวพุทธศตวรรษที่ 12-13 และสระแก้วซึ่งเป็นสระน้ำโบราณ ซึ่งขอบสระแกะสลักเป็นลวดลายรูปสัตว์ต่าง ๆ จำนวนถึง 45 ภาพ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 6-11
 สระแก้วเป็นสระน้ำโบราณ ขนาดกว้าง  17.50 เมตร ยาว 42.70 เมตร ซึ่งขุดลึกลงไปในศิลาแลงตามธรรมชาติ บริเวณนอกเมืองศรีมโหสถทางตะวันตกเฉียงใต้ ฝาผนังกำแพงรอบๆสระมีภาพสลักรูปสัตว์ต่างๆ เช่น ช้าง สิงห์ มกร หมูป่า กินรี งู  ซึ่งมีความสวยงามเป็นอย่างมาก ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองโบราณ  สันนิฐานว่าเป็นสระที่ใช้ในพิธีกรรมของกษัตริย์เมืองศรีมโหสถ  ที่สระแก้วแห่งนี้แม้ว่าจะร่วงโรยไปตามกาลเวลาแล้วบ้างก็ตาม แต่ก็ยังคงเหลือล่องรอยต่าง ๆ ให้เราได้ชื่นชมกับอารยธรรมเก่าแก่แห่งนี้ได้ในหลายจุด โดยทำเป็นป้ายขนาดใหญ่บรรยายลักษณะของตัวสระแก้วและรูปภาพต่าง ๆ ทั้งหมดนอกจากเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแล้วยัง ช่วยให้เราได้ศึกษาหาความรู้ได้อีกทางหนึ่ง
หลังจากที่เราเที่ยวชมบริเวณโบราณสถานสระแก้วกันจนหมดแล้วเราก็เดินทางต่อไปยังโบราณสถานสระมรกต เพื่อชื่นชมความงามและบูชารอยพระพุทธบาทคู่เก่าแก่กันต่อโดยใช้เวลาเดินทางเพียงไม่กี่อึดใจก็มาถึงยังวัดสระมรกต
          โบราณสถานสระมรกตตั้งอยู่ในบริเวณหน้าวัดสระมรกต มีอายุราวพุทธศตวรรษที่13-18 เป็นศาสนสถานที่ผสม ผสานกันระหว่างพุทธศาสนากับศาสนาฮินดู ประกอบไปด้วยอาคารสร้างด้วยศิลาแลงล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว ลักษณะเป็น อโรคยาศาลหรือโรงพยาบาลสมัยโบราณ 
ภายในโบราณสถานสระมรกตได้ค้นพบสิ่งสำคัญก็คือรอยพระพุทธบาทคู่ ซึ่งมีอายุเก่าแก่ที่สุดของเมืองไทย นอกจากนั้นยัง มีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งได้พบพระพุทธรูปและโบราณวัตถุเป็นจำนวนมากภายในบ่อและเป็นบ่อซึ่งได้นำน้ำขึ้นทูลเกล้าถวายเนื่องในพิธีรัชมังคลาภิเษก และอีกหลายพิธีที่สำคัญ เป็นบ่อน้ำที่มีความศักดิ์สิทธ์มาจนถึงปัจจุบัน ด้านหน้าทางเข้าไปยังพระพุทธบาทคู่ก็มีบริการดอกไม้ธูปเทียนพร้อม ทั่วบริเวณโบราณสถานสระมรกตเป็นสนามหญ้าสวยงามร่มรื่นไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ที่ทางวัดบำรุงรักษาไว้อย่างดี
          ประวัติเกี่ยวกับการขุดค้นพบรอยพระพุทธบาทคู่ ขุดค้นพบโดยกรมศิลปากรในการตกแต่งบริเวณโบราณสถานสระมรกตโดยเมื่อขุดลอกดินออกจากบริเวณโบราณสถานพบว่าเป็นอาคาร 2  หลังสร้างอยู่ติดกัน หลังแรกเป็นอาคารก่อสร้างด้วยศิลาแลง อาคารหลังนี้มีรอยลักลอบขุดหาวัตถุโบราณที่กลางเนินดินตัวอาคาร ทำให้ผนังด้านทิศเหนือปรากฏให้เห็นเหนือผิวดินทางทิศตะวันออกมีวิหารอีกหลังหนึ่งเป็นวิหารอิฐ มีร่องรอยการใช้ปูนฉาบที่ผนัง อาคารทั้งสองหลังนี้มีลานประทักษิณศิลาแลงล้อมรอบและทางทิศตะวันออกของลานประทักษิณ ถัดจากวิหารปูนฉาบไปทางทิศตะวันออกมีบ่อน้ำ 1  บ่อ  เมือปี 2529 ได้ทำการลอกดินภายในวิหารจนถึงพื้นศิลาแลงทางด้านทิศใต้ ได้พบธรรมจักรเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.10  เมตร สลักลงบนศิลาแลงธรรมชาติ และเมื่อขุดลอกดินต่อพบว่ามีธรรมจักรอีก 1 อันอยู่ใกล้กันกับอันแรกระหว่างกลางธรรมจักทั้งคู่มีหลุมกลมแบบหลุมเสากว้าง 40 ซ.ม.ลึก  1.05  เมตร ที่ปากหลุมสลักเป็นรูปกากบาท เมื่อลอกดินออกทั้งหมดและทำความสะอาดพื้นวิหารทั้งหมดพบว่าธรรมจักรทั้งสองอันนี้ เป็นธรรมจักประดับกลางฝ่าพระบาทของรอยพระพุทธบาทคู่นั่นเอง
           รอยพระพุทธบาทคู่ เป็นรอยพระพุทธบาทขนาดใหญ่ สลักบนพื้นศิลาแลง อายุราว พุทธศตวรรษที่ 11 – 16 นับว่าเป็นพระพุทธบาทคู่ที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ประดิษฐานอยู่ในบริเวณโบราณสถานสระมรกตถือว่าเป็นปูชนียสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของเมืองไทยซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก มีประชาชนมากมายจากทั่วทุกภูมิภาค ให้ความเคารพศรัทธา และเดินทางเข้ามากราบไหว้บูชากันอย่างไม่ขาดสาย
ลักษณะของรอยพระพุทธบาทคู่ เป็นรอยพระพุทธบาทขนาดใหญ่สลักลึกลงไปในศิลาแลงธรรมชาติและสลักธรรมจักรนูนที่ฝ่าพระบาทกว้าง 1.30   เมตร ยาว 3.50   เมตร พระบาทซ้ายกว้าง 1.30 เมตร ยาว 3.40   เมตร และพระบาทขวา กว้าง 1.30   เมตร ยาว 3.30    เมตร วัดความกว้างของพระบาททั้งคู่ได้ 3.10 เมตร ลักษณะของพระบาททั้งคู่ทำเป็นรอยเท้ามนุษย์ตามธรรมชาติ มีปลายนิ้วเท้าเรียงไม่เสมอกัน รอยพระพุทธบาทคู่แห่งนี้ สันนิษฐานว่าเป็นเป็นบริโภคเจดีย์สมมติตามคติลังกา เพื่อแสดงว่าพุทธศาสนาได้เผยแพร่มา ณ ดินแดนแห่งนี้แล้ว นอกจากที่เราได้บูชาพระพุทธบาทคู่และเยี่ยมชมโบราณสถานสระมรกตแล้วทางวัดสระมรกตยังประดิษฐานมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธ์ให้เราได้กราบไหว้บูชาเพื่อเป็นสิริมงคลและยังมีวัตถุโบราณหลายชิ้นให้เราได้ชมอีกด้วย เช่น พระพุทธยุคลบาท,พระนิรันตราย,พระนาคปรก,พระสังกัจจายน์ วัตถุโบราณเช่น ศิวลึงค์ ,นาคปรกหินศิลาแลง, สิงโตหินศิลาแลง และอีกหลายชิ้น เชิญเยี่ยมชมและทำบุญกับพระอาจารย์ตามกำลังศรัทธา ที่อำเภอศรีมโหสถถือว่าเป็นแหล่งอารยธรรมโบราณที่เก่าแก่แฝงด้วยมนต์เสน่ห์ที่น่าหลงใหล   เป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญเป็นแหล่งศึกษาหาความรู้ และยังมีสถานที่และสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมาย น่าชิ่นชมค้นหากราบไหว้บูชา เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมอีกแห่งหนึ่งของเมืองไทย 
           นอกจากนั้นยังมีแหล่งท่องเที่ยวอีกหลายแห่งที่อยู่ในเมืองศรีมหโสถแห่งนี้ อาทิ เช่นวัดต้นโพธิ์ซึ่งด้านในมีต้นศรีมหาโพธิ์ศักดิ์สิทธิ์และเก่าแก่ที่สุดของเมืองไทยมีอายุถึง 2000 ปี องค์หลวงพ่อทวารวดีที่ประดิษฐานอยู่หน้าที่ว่าการอำเภอซึ่งเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่และมีความศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก โบราณสถานเมืองศรีมโหสถตั้งอยู่บนเส้นทางท่องเที่ยวของอำเภอ ศรีมโสถ บริเวณ ตำบลโคกปีบ จังหวัดปราจีนบุรี ถ้าใครมีโอกาสมาจังหวัดปราจีน หรือเดินทางผ่านอำเภอศรีมโหสถ ก็อย่าลืมเข้าไปเยี่ยมชมโบราณสถานและกราบไหว้บูชารอยพระพุทธบาทคู่และทำบุญเพื่อเป็นศิริมงคล ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 037-312282, 037-312284 โทรสาร 037-312268

อ่านต่อ...

วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ท่องเที่ยวธรรมชาติ ที่วนอุทยานน้ำตกเขาอีโต้

ทริปนี้เราพามาท่องเที่ยวในสถานที่เย็นๆ ท่องเที่ยวในเส้นทางเที่ยวทางธรรมชาติ เมืองปราจีนบุรี ที่วนอุทยานน้ำตกเขาอีโต้ ซึ่งเป็นธารน้ำตกธรรมชาติที่สามารถเข้าไปเล่นน้ำได้อย่างสบายคลายร้อน อีกทั้งยังมีจุดพิสูจน์เนินพิศวง บนเส้นทางศึกษาธรรมชาติต่อด้วยการเข้าไปชมวิว เมืองปราจีนที่จุดชมวิวผาหินซ้อนจากนั้นไปสัมผัสรับไอเย็นจากพื้นทะเลสาบชมวิวสวย ๆ ของอุทยาน และสนุกกับกิจกรรมพายเรือที่อ่างเก็บน้ำจักรพงษ์ 







โบราณสถานเมืองศรีมโหสถ ได้รับการเรียกขานว่าเมืองศรีวัตสปุระหรือเมืองพระรต ซึ่งก็หมายถึงเมืองเก่าศรีมโหสถนั่นเองจากการขุดข้นเมืองแห่งนี้ ได้พบว่ามีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมค่อนข้างรี ตรงขอบมุมของคูเมืองมี 4 ด้าน โค้งมน มีคันดินและคูน้ำล้อมรอบขนาดของเมืองกว้าง 700 เมตรยาว 1,550 เมตร เนื้อที่ภายในเมืองกว้างขวางมาก มีโบราณสถานเป็นสระน้ำกระจัดกระจายอยู่ไปทั่วกว่า 100 แห่ง สันนิษฐานว่าเป็นเมืองในสมัยทวารวดี หลักฐานส่วนใหญ่ที่พบมักจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนาพราหมณ์และฮินดู อาทิเช่นเทวาลัย เทวรูป และ ศิวลึงค์
โบราณสถานที่สำคัญในเมืองศรีมโหสถประกอบไปด้วย กลุ่มโบราณสถานกลางเมืองอายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 เป็นหมู่เทวาลัยฐานก่อด้วยศิลาแลง ด้านบนก่อด้วยอิฐภูเขาทองเป็นพระเจดีย์รูปกลม ลักษณะเหมือนโถคว่ำสมัยทวารวดี เทวาลัยรูปสีเหลี่ยมพื้นผ้าก่อด้วยศิลาแลงราวพุทธศตวรรษที่ 12-13 และสระแก้วซึ่งเป็นสระน้ำโบราณ ซึ่งขอบสระแกะสลักเป็นลวดลายรูปสัตว์ต่าง ๆ จำนวนถึง 45 ภาพ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 6-11
 สระแก้วเป็นสระน้ำโบราณ ขนาดกว้าง  17.50 เมตร ยาว 42.70 เมตร ซึ่งขุดลึกลงไปในศิลาแลงตามธรรมชาติ บริเวณนอกเมืองศรีมโหสถทางตะวันตกเฉียงใต้ ฝาผนังกำแพงรอบๆสระมีภาพสลักรูปสัตว์ต่างๆ เช่น ช้าง สิงห์ มกร หมูป่า กินรี งู  ซึ่งมีความสวยงามเป็นอย่างมาก ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองโบราณ  สันนิฐานว่าเป็นสระที่ใช้ในพิธีกรรมของกษัตริย์เมืองศรีมโหสถ  ที่สระแก้วแห่งนี้แม้ว่าจะร่วงโรยไปตามกาลเวลาแล้วบ้างก็ตาม แต่ก็ยังคงเหลือล่องรอยต่าง ๆ ให้เราได้ชื่นชมกับอารยธรรมเก่าแก่แห่งนี้ได้ในหลายจุด โดยทำเป็นป้ายขนาดใหญ่บรรยายลักษณะของตัวสระแก้วและรูปภาพต่าง ๆ ทั้งหมดนอกจากเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแล้วยัง ช่วยให้เราได้ศึกษาหาความรู้ได้อีกทางหนึ่ง
หลังจากที่เราเที่ยวชมบริเวณโบราณสถานสระแก้วกันจนหมดแล้วเราก็เดินทางต่อไปยังโบราณสถานสระมรกต เพื่อชื่นชมความงามและบูชารอยพระพุทธบาทคู่เก่าแก่กันต่อโดยใช้เวลาเดินทางเพียงไม่กี่อึดใจก็มาถึงยังวัดสระมรกต
          โบราณสถานสระมรกตตั้งอยู่ในบริเวณหน้าวัดสระมรกต มีอายุราวพุทธศตวรรษที่13-18 เป็นศาสนสถานที่ผสม ผสานกันระหว่างพุทธศาสนากับศาสนาฮินดู ประกอบไปด้วยอาคารสร้างด้วยศิลาแลงล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว ลักษณะเป็น อโรคยาศาลหรือโรงพยาบาลสมัยโบราณ 
ภายในโบราณสถานสระมรกตได้ค้นพบสิ่งสำคัญก็คือรอยพระพุทธบาทคู่ ซึ่งมีอายุเก่าแก่ที่สุดของเมืองไทย นอกจากนั้นยัง มีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งได้พบพระพุทธรูปและโบราณวัตถุเป็นจำนวนมากภายในบ่อและเป็นบ่อซึ่งได้นำน้ำขึ้นทูลเกล้าถวายเนื่องในพิธีรัชมังคลาภิเษก และอีกหลายพิธีที่สำคัญ เป็นบ่อน้ำที่มีความศักดิ์สิทธ์มาจนถึงปัจจุบัน ด้านหน้าทางเข้าไปยังพระพุทธบาทคู่ก็มีบริการดอกไม้ธูปเทียนพร้อม ทั่วบริเวณโบราณสถานสระมรกตเป็นสนามหญ้าสวยงามร่มรื่นไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ที่ทางวัดบำรุงรักษาไว้อย่างดี
          ประวัติเกี่ยวกับการขุดค้นพบรอยพระพุทธบาทคู่ ขุดค้นพบโดยกรมศิลปากรในการตกแต่งบริเวณโบราณสถานสระมรกตโดยเมื่อขุดลอกดินออกจากบริเวณโบราณสถานพบว่าเป็นอาคาร 2  หลังสร้างอยู่ติดกัน หลังแรกเป็นอาคารก่อสร้างด้วยศิลาแลง อาคารหลังนี้มีรอยลักลอบขุดหาวัตถุโบราณที่กลางเนินดินตัวอาคาร ทำให้ผนังด้านทิศเหนือปรากฏให้เห็นเหนือผิวดินทางทิศตะวันออกมีวิหารอีกหลังหนึ่งเป็นวิหารอิฐ มีร่องรอยการใช้ปูนฉาบที่ผนัง อาคารทั้งสองหลังนี้มีลานประทักษิณศิลาแลงล้อมรอบและทางทิศตะวันออกของลานประทักษิณ ถัดจากวิหารปูนฉาบไปทางทิศตะวันออกมีบ่อน้ำ 1  บ่อ  เมือปี 2529 ได้ทำการลอกดินภายในวิหารจนถึงพื้นศิลาแลงทางด้านทิศใต้ ได้พบธรรมจักรเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.10  เมตร สลักลงบนศิลาแลงธรรมชาติ และเมื่อขุดลอกดินต่อพบว่ามีธรรมจักรอีก 1 อันอยู่ใกล้กันกับอันแรกระหว่างกลางธรรมจักทั้งคู่มีหลุมกลมแบบหลุมเสากว้าง 40 ซ.ม.ลึก  1.05  เมตร ที่ปากหลุมสลักเป็นรูปกากบาท เมื่อลอกดินออกทั้งหมดและทำความสะอาดพื้นวิหารทั้งหมดพบว่าธรรมจักรทั้งสองอันนี้ เป็นธรรมจักประดับกลางฝ่าพระบาทของรอยพระพุทธบาทคู่นั่นเอง




           รอยพระพุทธบาทคู่ เป็นรอยพระพุทธบาทขนาดใหญ่ สลักบนพื้นศิลาแลง อายุราว พุทธศตวรรษที่ 11 – 16 นับว่าเป็นพระพุทธบาทคู่ที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ประดิษฐานอยู่ในบริเวณโบราณสถานสระมรกตถือว่าเป็นปูชนียสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของเมืองไทยซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก มีประชาชนมากมายจากทั่วทุกภูมิภาค ให้ความเคารพศรัทธา และเดินทางเข้ามากราบไหว้บูชากันอย่างไม่ขาดสาย
ลักษณะของรอยพระพุทธบาทคู่ เป็นรอยพระพุทธบาทขนาดใหญ่สลักลึกลงไปในศิลาแลงธรรมชาติและสลักธรรมจักรนูนที่ฝ่าพระบาทกว้าง 1.30   เมตร ยาว 3.50   เมตร พระบาทซ้ายกว้าง 1.30 เมตร ยาว 3.40   เมตร และพระบาทขวา กว้าง 1.30   เมตร ยาว 3.30    เมตร วัดความกว้างของพระบาททั้งคู่ได้ 3.10 เมตร ลักษณะของพระบาททั้งคู่ทำเป็นรอยเท้ามนุษย์ตามธรรมชาติ มีปลายนิ้วเท้าเรียงไม่เสมอกัน รอยพระพุทธบาทคู่แห่งนี้ สันนิษฐานว่าเป็นเป็นบริโภคเจดีย์สมมติตามคติลังกา เพื่อแสดงว่าพุทธศาสนาได้เผยแพร่มา ณ ดินแดนแห่งนี้แล้ว นอกจากที่เราได้บูชาพระพุทธบาทคู่และเยี่ยมชมโบราณสถานสระมรกตแล้วทางวัดสระมรกตยังประดิษฐานมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธ์ให้เราได้กราบไหว้บูชาเพื่อเป็นสิริมงคลและยังมีวัตถุโบราณหลายชิ้นให้เราได้ชมอีกด้วย เช่น พระพุทธยุคลบาท,พระนิรันตราย,พระนาคปรก,พระสังกัจจายน์ วัตถุโบราณเช่น ศิวลึงค์ ,นาคปรกหินศิลาแลง, สิงโตหินศิลาแลง และอีกหลายชิ้น เชิญเยี่ยมชมและทำบุญกับพระอาจารย์ตามกำลังศรัทธา ที่อำเภอศรีมโหสถถือว่าเป็นแหล่งอารยธรรมโบราณที่เก่าแก่แฝงด้วยมนต์เสน่ห์ที่น่าหลงใหล   เป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญเป็นแหล่งศึกษาหาความรู้ และยังมีสถานที่และสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมาย น่าชิ่นชมค้นหากราบไหว้บูชา เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมอีกแห่งหนึ่งของเมืองไทย 




           นอกจากนั้นยังมีแหล่งท่องเที่ยวอีกหลายแห่งที่อยู่ในเมืองศรีมหโสถแห่งนี้ อาทิ เช่นวัดต้นโพธิ์ซึ่งด้านในมีต้นศรีมหาโพธิ์ศักดิ์สิทธิ์และเก่าแก่ที่สุดของเมืองไทยมีอายุถึง 2000 ปี องค์หลวงพ่อทวารวดีที่ประดิษฐานอยู่หน้าที่ว่าการอำเภอซึ่งเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่และมีความศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก โบราณสถานเมืองศรีมโหสถตั้งอยู่บนเส้นทางท่องเที่ยวของอำเภอ ศรีมโสถ บริเวณ ตำบลโคกปีบ จังหวัดปราจีนบุรี ถ้าใครมีโอกาสมาจังหวัดปราจีน หรือเดินทางผ่านอำเภอศรีมโหสถ ก็อย่าลืมเข้าไปเยี่ยมชมโบราณสถานและกราบไหว้บูชารอยพระพุทธบาทคู่และทำบุญเพื่อเป็นศิริมงคล ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 037-312282, 037-312284 โทรสาร 037-312268




อ่านต่อ...