แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ น้ำตก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ น้ำตก แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554

น้ำตกเจ็ดสาวน้อย สระบุรี


ตามตำนานเล่าขานกันมาว่า มีหญิงสาวเจ็ดคนมาเล่นน้ำที่น้ำตกแห่งนี้แล้วจมน้ำเสียชีวิตพร้อมกัน เป็นที่มาของชื่อน้ำตก มีการตั้งศาลเพียงตาขึ้นที่น้ำตกชั้นที่ 4 เรียกว่าศาลเจ้าแม่ทรายทอง บ้างก็ว่าเดิมทางเหนือของน้ำตกมีหมู่บ้านแห่งหนึ่งชื่อบ้านเสาน้อย ต่อมาจึงเรียกเพี้ยนเป็นสาวน้อย
วนอุทยานน้ำตกเจ็ดสาวน้อยมีเนื้อที่ 540 ไร่ เป็นที่ตั้งของน้ำตกเจ็ดสาวน้อยซึ่งเป็นน้ำตกขนาดใหญ่สวยงาม เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวมากมาย เพราะเดินทางสะดวกสบาย เพียง ประมาณ 1 ชั่วโมง จากกรุงเทพ ก็สามารถเล่นน้ำตกท่องไพรธรรมชาติกันได้แบบสบาย  นอกจากนั้นยังสามารถขับรถเข้าไปได้ถึงตัวน้ำตกได้อีกด้วย
 
 

 
 
ทางด้านในบริเวณน้ำตก มีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบถ้วน มีร้านขายอาหารเครื่องดื่มนับสิบร้าน โดยเฉพาะส้มตำไก่ย่าง และมีเมนูอร่อยอีกมากมาย ราคาเป็นกันเองนอกจากนั้นในบริเวณอุทยาน มีบ้านพักเราสามารถพักแรมได้อีกด้วย หรือจะพักแบบกางเต้นท์ก็สามารถทำได้เขาจัดพื้นที่พร้อม มีห้องน้ำ,ห้องอาบน้ำ มีซุ้มที่นั่งทานอาหารพักผ่อนรายรอบด้านข้างตัวน้ำตก หรือจะปูเสื่อก็ทำได้สบายมีพื้นราบแข็งมากมายก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบ   นอกจากนี้ยังมีห่วงยางให้บริการ ติดต่อล่องแก่งเรือยาง เรือคยัก และรถ ATV ได้อีกด้วย

น้ำตกเจ็ดสาวน้อยตั้งอยู่ในเขตตำบลมวกเหล็ก อำเภอมวกเหล็ก ทางเข้าทางเดียวกับน้ำตกมวกเหล็ก เป็นทางลาดยางต่อไปอีก 9 กิโลเมตร จัดตั้งเป็นวนอุทยานน้ำตกเจ็ดสาวน้อย เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2523 อยู่ในท้องที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี และอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ลำน้ำมวกเหล็ก เป็นลำห้วยที่มีน้ำไหลตลอดปี ระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร มีเกาะแก่งที่ไม่สูงมากนัก ลดหลั่นกันไปเป็นทอด ๆ

 
 
 
 
ตัวน้ำตก ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าโปร่ง มีต้นน้ำมาจากผืนป่าอันอุดมใน อช. เขาใหญ่ เป็นน้ำตกเตี้ยๆ มีเจ็ดชั้น แต่ละชั้นสูง 2-5 ม. จากน้ำตกชั้นที่ 1 เดินลงไปถึงน้ำตกชั้นที่ 7 ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที สายน้ำไหลลดหลั่นลงไปเป็นธารน้ำตกกว้างคล้ายแก่งขนาดใหญ่ มีแอ่งน้ำตื้นๆ ให้ลงเล่นน้ำหลายแห่ง บางชั้นก็มีน้ำตกเป็นชั้นเล็กๆ แยกย่อยไปอีก นับเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของน้ำตกแห่งนี้ ทางวนอุทยานฯ ได้จัดทำเส้นทางเดินเลียบน้ำตกเป็นทางซีเมนต์ลงไปถึงน้ำตกชั้นที่ 5 จากนั้นเป็นทางดินถึงน้ำตกชั้นที่ 7 มีป้ายบอกชั้นน้ำตกและป้ายเตือนตามจุดอันตราย เช่น ด้านหน้ามีโขดหิน ห้ามกระโดดน้ำ ฯลฯ
น้ำตกทุกชั้นสามารถเล่นน้ำได้อย่างปลอดภัย ยกเว้นน้ำตกชั้นที่ 3 ซึ่งมีแอ่งน้ำลึกตรงหน้าแก่ง มักเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง น้ำตกชั้นที่สูงที่สุดและสวยที่สุดคือชั้นที่ 4 สูงราว 3 ม. มีแอ่งน้ำใหญ่กว้างขวางให้ลงเล่น ส่วนผู้ที่ชอบความสงบให้เดินต่อไปยังน้ำตกชั้นที่ 5-7 เพราะไม่ค่อยมีคนพลุกพล่าน แต่ชั้นที่ 6 และ 7 กระแสน้ำค่อนข้างแรง ไม่ควรลงเล่นน้ำ ด้านหลังห้องน้ำสาธารณะมีสะพานแขวนข้ามธารน้ำตก เป็นจุดชมความสวยงามของน้ำตกชั้นที่ 1-4 ได้ชัดเจน
 
 
 
 
 
         บริเวณน้ำตกร่มรื่นด้วยเงาต้นไม้ป่านานาพันธุ์ที่อยู่บริเวณริมน้ำ  เช่น สาธร โศกน้ำ ตะไคร้น้ำ ไผ่ หวาย ฯลฯ มีป้ายบอกชื่อพันธุ์ไม้สำคัญแต่ละชนิด ช่วงฤดูหนาวน้ำตกจะสวยงามที่สุด ในฤดูฝนแม้จะมีน้ำเต็มเปี่ยม มีน้ำขุ่นเล็กน้อย และกระแสน้ำค่อนข้างจะเชี่ยวพอสมควร
 อุทยานน้ำตกเจ็ดสาวน้อยพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสลับซับซ้อนสลับกับที่ราบ ลักษณะพื้นที่ค่อนข้างแห้งแล้งมีหน้าดินตื้น อุทยานแห่งชาติน้ำตกเจ็ดสาวน้อยมีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางอยู่ระหว่าง 180-402 เมตร จุดสูงสุดของพื้นที่อยู่บริเวณโชคชัยพัฒนา มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 402 เมตร บริเวณเชิงเขาด้านทิศตะวันออกและทิศเหนือของพื้นที่ติดคลองมวกเหล็กซึ่งมีน้ำไหลผ่านตลอดปี และไหลลงสู่แม่น้ำป่าสักที่อำเภอวังม่วง   มีถนนล้อมรอบ บริเวณที่เป็นป่าดงดิบธรรมชาติจะพบเฉพาะบริเวณที่อยู่ติดกับลำห้วยเหล็กและกระจายเป็นหย่อมๆตามแนวลำน้ำ ส่วนป่าเบญจพรรณพบอยู่บริเวณตอนกลางของพื้นที่ สภาพป่าส่วนใหญ่เป็นป่าที่ฟื้นตัวเองตามธรรมชาติ 

 
 

         ที่น้ำตกเจ็ดสาวน้อยแห่งนี้ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่ มีธรรมชาติของพื้นผ่าที่สมบูรณ์ มีสายน้ำตกที่ใสสะอาดและสามารถลงเล่นน้ำได้อีกด้วยพร้อมกันนั้นยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน น่าเข้ามาสัมผัสเป็นอย่างยิ่ง และยังใกล้กับสถานทีท่องเที่ยวต่าง ๆในหลายแห่ง อย่างน้ำตกมวกเหล็ก,น้ำตกสามหลั่น,อุโมงค์ต้นไม้,ไร่องุ่นหลายแห่ง,ร้านอาหารม, เชิญแวะเที่ยวแวะพักผ่อนกันได้เลยครับหรือจะเลยไปเที่ยวเขื่อนป่าสักก็เดินทางเพียงไม่กี่อึดใจก็สามารถเที่ยวพักผ่อนได้แล้ว 
            การเดินทาง ไปยังน้ำตกเจ็ดสาวน้อย จากตัวเมืองสระบุรี ไปอำเภอมวกเหล็ก ถึงทางแยกถนนสายสระบุรี-มวกเหล็ก-หนองย่างเสือ ระยะทาง  30  กิโลเมตร จากทางแยกเข้าสู่อุทยานแห่งชาติน้ำตกเจ็ดสาวน้อยเป็นระยะทางอีก 12 กิโลเมตร หรือเดินทางโดยรถโดยสาร มีรถสายสระบุรี-แก่งคอย-มวกเหล็ก ผ่านหน้าอุทยานฯ ติดต่อสอบถามข้อมูล โทร. 0 3622 6431 ติดต่อจองบ้านพักอุทยานแห่งชาติที่ โทร. 0 2562 0760 



 

อ่านต่อ...

วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ท่องเที่ยวธรรมชาติ ที่วนอุทยานน้ำตกเขาอีโต้

ทริปนี้เราพามาท่องเที่ยวในสถานที่เย็นๆ ท่องเที่ยวในเส้นทางเที่ยวทางธรรมชาติ เมืองปราจีนบุรี ที่วนอุทยานน้ำตกเขาอีโต้ ซึ่งเป็นธารน้ำตกธรรมชาติที่สามารถเข้าไปเล่นน้ำได้อย่างสบายคลายร้อน อีกทั้งยังมีจุดพิสูจน์เนินพิศวง บนเส้นทางศึกษาธรรมชาติต่อด้วยการเข้าไปชมวิว เมืองปราจีนที่จุดชมวิวผาหินซ้อนจากนั้นไปสัมผัสรับไอเย็นจากพื้นทะเลสาบชมวิวสวย ๆ ของอุทยาน และสนุกกับกิจกรรมพายเรือที่อ่างเก็บน้ำจักรพงษ์ 







โบราณสถานเมืองศรีมโหสถ ได้รับการเรียกขานว่าเมืองศรีวัตสปุระหรือเมืองพระรต ซึ่งก็หมายถึงเมืองเก่าศรีมโหสถนั่นเองจากการขุดข้นเมืองแห่งนี้ ได้พบว่ามีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมค่อนข้างรี ตรงขอบมุมของคูเมืองมี 4 ด้าน โค้งมน มีคันดินและคูน้ำล้อมรอบขนาดของเมืองกว้าง 700 เมตรยาว 1,550 เมตร เนื้อที่ภายในเมืองกว้างขวางมาก มีโบราณสถานเป็นสระน้ำกระจัดกระจายอยู่ไปทั่วกว่า 100 แห่ง สันนิษฐานว่าเป็นเมืองในสมัยทวารวดี หลักฐานส่วนใหญ่ที่พบมักจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนาพราหมณ์และฮินดู อาทิเช่นเทวาลัย เทวรูป และ ศิวลึงค์
โบราณสถานที่สำคัญในเมืองศรีมโหสถประกอบไปด้วย กลุ่มโบราณสถานกลางเมืองอายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 เป็นหมู่เทวาลัยฐานก่อด้วยศิลาแลง ด้านบนก่อด้วยอิฐภูเขาทองเป็นพระเจดีย์รูปกลม ลักษณะเหมือนโถคว่ำสมัยทวารวดี เทวาลัยรูปสีเหลี่ยมพื้นผ้าก่อด้วยศิลาแลงราวพุทธศตวรรษที่ 12-13 และสระแก้วซึ่งเป็นสระน้ำโบราณ ซึ่งขอบสระแกะสลักเป็นลวดลายรูปสัตว์ต่าง ๆ จำนวนถึง 45 ภาพ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 6-11
 สระแก้วเป็นสระน้ำโบราณ ขนาดกว้าง  17.50 เมตร ยาว 42.70 เมตร ซึ่งขุดลึกลงไปในศิลาแลงตามธรรมชาติ บริเวณนอกเมืองศรีมโหสถทางตะวันตกเฉียงใต้ ฝาผนังกำแพงรอบๆสระมีภาพสลักรูปสัตว์ต่างๆ เช่น ช้าง สิงห์ มกร หมูป่า กินรี งู  ซึ่งมีความสวยงามเป็นอย่างมาก ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองโบราณ  สันนิฐานว่าเป็นสระที่ใช้ในพิธีกรรมของกษัตริย์เมืองศรีมโหสถ  ที่สระแก้วแห่งนี้แม้ว่าจะร่วงโรยไปตามกาลเวลาแล้วบ้างก็ตาม แต่ก็ยังคงเหลือล่องรอยต่าง ๆ ให้เราได้ชื่นชมกับอารยธรรมเก่าแก่แห่งนี้ได้ในหลายจุด โดยทำเป็นป้ายขนาดใหญ่บรรยายลักษณะของตัวสระแก้วและรูปภาพต่าง ๆ ทั้งหมดนอกจากเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแล้วยัง ช่วยให้เราได้ศึกษาหาความรู้ได้อีกทางหนึ่ง
หลังจากที่เราเที่ยวชมบริเวณโบราณสถานสระแก้วกันจนหมดแล้วเราก็เดินทางต่อไปยังโบราณสถานสระมรกต เพื่อชื่นชมความงามและบูชารอยพระพุทธบาทคู่เก่าแก่กันต่อโดยใช้เวลาเดินทางเพียงไม่กี่อึดใจก็มาถึงยังวัดสระมรกต
          โบราณสถานสระมรกตตั้งอยู่ในบริเวณหน้าวัดสระมรกต มีอายุราวพุทธศตวรรษที่13-18 เป็นศาสนสถานที่ผสม ผสานกันระหว่างพุทธศาสนากับศาสนาฮินดู ประกอบไปด้วยอาคารสร้างด้วยศิลาแลงล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว ลักษณะเป็น อโรคยาศาลหรือโรงพยาบาลสมัยโบราณ 
ภายในโบราณสถานสระมรกตได้ค้นพบสิ่งสำคัญก็คือรอยพระพุทธบาทคู่ ซึ่งมีอายุเก่าแก่ที่สุดของเมืองไทย นอกจากนั้นยัง มีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งได้พบพระพุทธรูปและโบราณวัตถุเป็นจำนวนมากภายในบ่อและเป็นบ่อซึ่งได้นำน้ำขึ้นทูลเกล้าถวายเนื่องในพิธีรัชมังคลาภิเษก และอีกหลายพิธีที่สำคัญ เป็นบ่อน้ำที่มีความศักดิ์สิทธ์มาจนถึงปัจจุบัน ด้านหน้าทางเข้าไปยังพระพุทธบาทคู่ก็มีบริการดอกไม้ธูปเทียนพร้อม ทั่วบริเวณโบราณสถานสระมรกตเป็นสนามหญ้าสวยงามร่มรื่นไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ที่ทางวัดบำรุงรักษาไว้อย่างดี
          ประวัติเกี่ยวกับการขุดค้นพบรอยพระพุทธบาทคู่ ขุดค้นพบโดยกรมศิลปากรในการตกแต่งบริเวณโบราณสถานสระมรกตโดยเมื่อขุดลอกดินออกจากบริเวณโบราณสถานพบว่าเป็นอาคาร 2  หลังสร้างอยู่ติดกัน หลังแรกเป็นอาคารก่อสร้างด้วยศิลาแลง อาคารหลังนี้มีรอยลักลอบขุดหาวัตถุโบราณที่กลางเนินดินตัวอาคาร ทำให้ผนังด้านทิศเหนือปรากฏให้เห็นเหนือผิวดินทางทิศตะวันออกมีวิหารอีกหลังหนึ่งเป็นวิหารอิฐ มีร่องรอยการใช้ปูนฉาบที่ผนัง อาคารทั้งสองหลังนี้มีลานประทักษิณศิลาแลงล้อมรอบและทางทิศตะวันออกของลานประทักษิณ ถัดจากวิหารปูนฉาบไปทางทิศตะวันออกมีบ่อน้ำ 1  บ่อ  เมือปี 2529 ได้ทำการลอกดินภายในวิหารจนถึงพื้นศิลาแลงทางด้านทิศใต้ ได้พบธรรมจักรเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.10  เมตร สลักลงบนศิลาแลงธรรมชาติ และเมื่อขุดลอกดินต่อพบว่ามีธรรมจักรอีก 1 อันอยู่ใกล้กันกับอันแรกระหว่างกลางธรรมจักทั้งคู่มีหลุมกลมแบบหลุมเสากว้าง 40 ซ.ม.ลึก  1.05  เมตร ที่ปากหลุมสลักเป็นรูปกากบาท เมื่อลอกดินออกทั้งหมดและทำความสะอาดพื้นวิหารทั้งหมดพบว่าธรรมจักรทั้งสองอันนี้ เป็นธรรมจักประดับกลางฝ่าพระบาทของรอยพระพุทธบาทคู่นั่นเอง




           รอยพระพุทธบาทคู่ เป็นรอยพระพุทธบาทขนาดใหญ่ สลักบนพื้นศิลาแลง อายุราว พุทธศตวรรษที่ 11 – 16 นับว่าเป็นพระพุทธบาทคู่ที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ประดิษฐานอยู่ในบริเวณโบราณสถานสระมรกตถือว่าเป็นปูชนียสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของเมืองไทยซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก มีประชาชนมากมายจากทั่วทุกภูมิภาค ให้ความเคารพศรัทธา และเดินทางเข้ามากราบไหว้บูชากันอย่างไม่ขาดสาย
ลักษณะของรอยพระพุทธบาทคู่ เป็นรอยพระพุทธบาทขนาดใหญ่สลักลึกลงไปในศิลาแลงธรรมชาติและสลักธรรมจักรนูนที่ฝ่าพระบาทกว้าง 1.30   เมตร ยาว 3.50   เมตร พระบาทซ้ายกว้าง 1.30 เมตร ยาว 3.40   เมตร และพระบาทขวา กว้าง 1.30   เมตร ยาว 3.30    เมตร วัดความกว้างของพระบาททั้งคู่ได้ 3.10 เมตร ลักษณะของพระบาททั้งคู่ทำเป็นรอยเท้ามนุษย์ตามธรรมชาติ มีปลายนิ้วเท้าเรียงไม่เสมอกัน รอยพระพุทธบาทคู่แห่งนี้ สันนิษฐานว่าเป็นเป็นบริโภคเจดีย์สมมติตามคติลังกา เพื่อแสดงว่าพุทธศาสนาได้เผยแพร่มา ณ ดินแดนแห่งนี้แล้ว นอกจากที่เราได้บูชาพระพุทธบาทคู่และเยี่ยมชมโบราณสถานสระมรกตแล้วทางวัดสระมรกตยังประดิษฐานมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธ์ให้เราได้กราบไหว้บูชาเพื่อเป็นสิริมงคลและยังมีวัตถุโบราณหลายชิ้นให้เราได้ชมอีกด้วย เช่น พระพุทธยุคลบาท,พระนิรันตราย,พระนาคปรก,พระสังกัจจายน์ วัตถุโบราณเช่น ศิวลึงค์ ,นาคปรกหินศิลาแลง, สิงโตหินศิลาแลง และอีกหลายชิ้น เชิญเยี่ยมชมและทำบุญกับพระอาจารย์ตามกำลังศรัทธา ที่อำเภอศรีมโหสถถือว่าเป็นแหล่งอารยธรรมโบราณที่เก่าแก่แฝงด้วยมนต์เสน่ห์ที่น่าหลงใหล   เป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญเป็นแหล่งศึกษาหาความรู้ และยังมีสถานที่และสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมาย น่าชิ่นชมค้นหากราบไหว้บูชา เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมอีกแห่งหนึ่งของเมืองไทย 




           นอกจากนั้นยังมีแหล่งท่องเที่ยวอีกหลายแห่งที่อยู่ในเมืองศรีมหโสถแห่งนี้ อาทิ เช่นวัดต้นโพธิ์ซึ่งด้านในมีต้นศรีมหาโพธิ์ศักดิ์สิทธิ์และเก่าแก่ที่สุดของเมืองไทยมีอายุถึง 2000 ปี องค์หลวงพ่อทวารวดีที่ประดิษฐานอยู่หน้าที่ว่าการอำเภอซึ่งเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่และมีความศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก โบราณสถานเมืองศรีมโหสถตั้งอยู่บนเส้นทางท่องเที่ยวของอำเภอ ศรีมโสถ บริเวณ ตำบลโคกปีบ จังหวัดปราจีนบุรี ถ้าใครมีโอกาสมาจังหวัดปราจีน หรือเดินทางผ่านอำเภอศรีมโหสถ ก็อย่าลืมเข้าไปเยี่ยมชมโบราณสถานและกราบไหว้บูชารอยพระพุทธบาทคู่และทำบุญเพื่อเป็นศิริมงคล ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 037-312282, 037-312284 โทรสาร 037-312268




อ่านต่อ...